นายรัตน์ พานิชพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท ควอลิตี้ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) หรือ QH เปิดเผยว่า บริษัทวาง แผน เบื้องต้นที่จะ เปิด โครง การ ใหม่ ในปี 2557 ประมาณ 15 โครง การ มูลค่าโครงการรวมประมาณ 11,100 ล้านบาท ขณะที่ในช่วงครึ่งปีหลัง 2556 บริษัทจะเปิดตัวโครงการใหม่ 11 โครงการ มูลค่าโครงการรวม 6,437 ล้านบาท และเมื่อรวม โครง การ ใหม่ใน ปี 2556 นี้กับปี 2557 จะมี ทั้งหมด 36 โครง การ มูลค่าโครงการรวมประมาณ 33,400 ล้านบาท ซึ่งจะส่งผลต่อรายได้ ในอีก 2-3 ปีข้างหน้า
ทั้งนี้หลังจากที่บริษัทหันมาทำตลาดกลาง-ล่างมากขึ้น ส่งผลให้ขณะนี้สัดส่วนรายได้ของบริษัทแบ่งเป็น กลุ่มระดับบน 26% กลุ่มระดับกลาง 45% และกลุ่มระดับล่าง 28% คาดว่าสัดส่วนราย ได้ ในอีก 2-3 ปีข้างหน้า จะมี การ เพิ่มสัดส่วนราย ได้ของบ้านราคาระดับล่าง ใน แบรนด์ "กัส โต้" และ "เดอะทรัสต์" เพิ่ม เป็น 35-40% เนื่องจากตลาดยังมี ความต้อง การกลุ่มบ้านราคาระดับล่างค่อนข้างมาก ทำ ให้ เป็น โอกาสที่ดี ใน การ เข้า ไป เน้นกลุ่มลูกค้าดังกล่าว ขณะที่ กลุ่มระดับกลางจะอยู่ที่ 40% และกลุ่มระดับบน 20%
สำหรับในช่วงต้นปี 2556 บริษัทมีการปรับราคาบ้านขึ้นไป 8% เพื่อให้สอดคล้องกับต้นทุนวัสดุก่อสร้าง และค่า แรงงานที่เพิ่มขึ้น ขณะที่งบประมาณใน การซื้อที่ดิน ในปี 2556 วาง ไว้ที่ 3,000 ล้านบาท ใช้ ไป แล้ว ในครึ่งปี แรก 2556 ที่ผ่านมา 2,000 ล้านบาท เหลืออีก 1,000 ล้านบาท จะนำ ไปซื้อที่ดิน เพิ่ม เติมอีกประมาณ 4 แปลง เพื่อพัฒนาโครงการใหม่
อย่างไรก็ตามแนว โน้ม ในครึ่งปีหลัง 2556 ราย ได้จะสูงกว่าครึ่งปี แรก 2556 ซึ่งมีราย ได้อยู่ที่ 10,100 ล้านบาท ส่วน ใหญ่มาจาก การ โอน โครง การบ้านเดี่ยว และคอน โดมิ เนียม 8,800 ล้านบาท ขณะที่บริษัทมียอดที่จะทยอยรับรู้ราย ได้จน ถึงปี 2558 อยู่ที่ประมาณ 10,500 ล้านบาท ซึ่งจะทยอยรับรู้ราย ได้ ในครึ่งปีหลัง 2556 ประมาณ 3,700 ล้านบาท ปี 2557 ประมาณ 3,300 ล้านบาท และปี 2558 ประมาณ 3,500 ล้านบาท
นายรัตน์กล่าวว่า บริษัทคาดว่าอัตรากำ ไรสุทธิ ในปี 2556 จะ เพิ่มขึ้น เป็น 16% จากปี 2555 อยู่ที่ 10% จาก การปรับราคาบ้านขึ้น ประกอบกับ การทยอยรับรู้ราย ได้ โครง การคอน โดมิ เนียมที่ เพิ่มขึ้น ในปี 2556 ขณะที่อัตรากำ ไรขั้นต้นจะ เพิ่ม เป็นกว่า 32% จากปี 2555 อยู่ที่ 31% ส่วนเป้าหมายรายได้รวมปี 2556 วางไว้ที่ 18,000 ล้านบาท
ที่มา: หนังสือพิมพ์แนวหน้า
Geo Housing
วันพุธที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2556
ไฮสปีดเทรนปั่นที่ดินโคราชพุ่ง80ล้าน/ไร่
ที่ดินเมืองย่าโมร้อนฉ่า วิ่งแซงหน้าไฮสปีดเทรน –มอเตอร์เวย์บางปะอิน-โคราช ล่าช้ารอเงินกู้ 2ล้านล้าน ล่าสุดราคาพุ่งพรวด3 เท่าติดถนนมิตรภาพ ปากช่องตร.ว.ละแสน ธนะรัชต์ไร่ละ10ล้าน
ถนนบายพาส ทำเลทองไร่ละ 3 ล้านจากเดิมไร่ละ 1 ล้านจับตาตอกเข็มรถไฟเมื่อไหร่ ธนะรัชต์ พุ่งจากไร่ละ 10 ล้านเป็น30 ล้าน มิตรภาพจากไร่ละ 40 ล้านเป็น 80 ล้านแน่ ด้านบิ๊กแบรนด์อสังหาฯ กว้านซื้อลุยโครงการดักหน้า แสนสิริ แลนด์แอนด์เฮ้าส์ พฤกษา
จากกรณีที่รัฐบาลมีนโยบายสร้างรถไฟความเร็วสูงหรือไฮสปีดเทรนสายกรุงเทพฯ-นครราชสีมา ระยะแรก และนคราชสีมา-หนองคายระยะต่อไปนั้น รวมถึงโครงการมอเตอร์เวย์ (บางปะอิน-โคราช) รถไฟทางคู่ ล่าสุดพบว่ามีความเคลื่อนไหวของราคาที่ดินในพื้นที่ขยับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องรวมถึงบริษัทพัฒนาที่ดินต่างชิงพื้นที่ทำเลทองขึ้นโครงการบ้าน-คอนโดมิเนียมดักกำลังซื้ออย่างต่อเนื่อง
ไฮสปีดฯบูมปากช่อง
ต่อเรื่องนี้ นายกฤช หิรัญกิต ประธานที่ปรึกษาสมาคมอสังหาริมทรัพย์จังหวัดนครราชสีมา เปิดเผย"ฐานเศรษฐกิจ" ว่าขณะนี้ราคาที่ดินขยับขึ้นอย่างต่อเนื่องหลายเท่าตัว จากกระแสของรถไฟความเร็วสูงจะมาลงและโครงการก่อสร้างมอเตอร์เวย์ สายบางปะอิน-โคราช ส่งผลมีนักลงทุนต่างถิ่นโดยเฉพาะส่วนกลางเข้ามาลงทุน เข้ามายึดหัวหาดกว้านซื้อที่ดินที่รถไฟฟ้าพาดผ่านในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมากันอย่างคึกคัก ส่งผลให้ความเคลื่อนไหวของราคาที่ดินวิ่งแซงหน้าโครงการดังกล่าว ที่มีความล่าช้าจากแผน โดยเฉพาะบริเวณถนนมิตรภาพที่ขยับพุ่งอย่างน่าตกใจและไม่สามารถหาซื้อพัฒนาโครงการได้ เนื่องจากราคาสูงเกินจริง
เช่นเดียวกันบริเวณเขาใหญ่ที่วันนี้มีโครงการบ้านพักตากอากาศเกิดขึ้นจำนวนมากเพื่อรองรับโครงการลงทุนภาครัฐ ซึ่งมีทั้งบ้านจัดสรรและคอนโดมิเนียมเปิดตัวอย่างต่อเนื่อง โดยที่ล่าสุดผังเมืองเขาใหญ่ที่กรมโยธาธิการและผังเมือง ยอมปรับให้สามารถขึ้นคอนโดมิเนียมรูปแบบโลว์ไรส์ได้หรือคอนโดมิเนียมสูงไม่เกิน 8 ชั้น จากร่างเดิมกำหนดให้เป็นแนวราบเท่านั้น ยิ่งทำให้การลงทุนธุรกิจอสังหาฯโดยเฉพาะแนวสูงมีมากขึ้น
อย่างไรก็ดีพบว่านครราชสีมา เริ่มมีคอนโดมิเนียมเกิดขึ้นมาก โดยในปี 2556 นี้มีจำนวนกว่า 3-4 พันหน่วยเทียบจากปี2555 มีเพียงโครงการเดียวคือแผ่นดินทอง 100 หน่วย ส่วนแนวราบเริ่มมีมากขึ้นปี 2556 มีจำนวน 8พัน-1หมื่นหน่วย ปี2555 มี 6-7พันหน่วย ทั้งนี้เศรษฐกิจจังหวัดนครราชสีมาถือว่าบูมมาก แต่ก็มีการส่งสัญญาณเตือนเช่นกันเพราะเกรงว่าจะเกิดโอเวอร์ซัพพลาย
"แสนสิริ" ตุนเพียบนอกเมืองในเมือง
นายกฤช กล่าวย้ำว่า แม้ราคาที่ดินบนทำเลต่างๆจะสูงขึ้นโดยเฉพาะถนนมิตรภาพในเขตเมืองหรือเขตอำเภอเมืองแต่วันนี้ทำเลแห่งนี้ยังเป็นที่หมายปองของกลุ่มทุนอสังหาฯกรุงเทพฯ โดยล่าสุดพบว่าบริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ได้ซื้ออาคารพาณิชย์เก่าติดถนนมิตรภาพจำนวน 7 คูหาข้างราชายนต์เพื่อเป็นทางเข้า-ออกขณะที่ที่ดินที่พัฒนาด้านในแถวบิ๊กซีเนื้อที่ 6ไร่ ที่จะเปิดตัวปลายปี2556 ภายใต้ชื่อเดอะเบส จำนวน800 หน่วย สูง 32 ชั้น ขณะเดียวกันบมจ.แสนสิริยังสนใจมองหาที่ดินในเมืองอีกหลายแปลงในเขตเมือง รวมถึงทำเลที่เขาใหญ่ ที่กำลังบูมขณะนี้
ทั้งนี้ได้รับทราบจากสำนักงานที่ดินจังหวัดนครราชสีมา ที่ระบุว่า บมจ.แสนสิริ ได้เจรจาซื้อที่ดินจำนวน 200-300ไร่ ทำเลตำบลหนองบัวศาลาถนนของทางหลวงชนบท ซึ่งติดกับถนนวงแหวนและสามารถวิ่งออกไปยังตำบลจอหอมุ่งหน้าตรงไปยังขอนแก่นได้ ซึ่งประเมินว่า บมจ.แสนสิริให้ความสนใจเข้ามาลงทุนในพื้นที่โคราชอย่างมากโดยเฉพาะคอนโดมิเนียมทั้งรองรับการเจริญเติบโตของเมือง รถไฟความเร็วสูง มอเตอร์เวย์และการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือเออีซีในปี 2558
โฮมโปร-แลนด์-พฤกษายึด"บายพาส"
นอกจากนี้ยังมีนักพัฒนาที่ดินในพื้นที่และจากส่วนกลางค่ายใหญ่ๆ อีกหลายราย ได้เข้ามาลงทุนเปิดโครงการประเภทต่างๆ ยกตัวอย่างทำเลฮอตบริเวณถนนบายพาส สายโคราช-ขอนแก่นหรือถนนเลี่ยงเมืองมิตรภาพ-ขอนแก่น วันนี้ราคาที่ดินเฉลี่ยไร่ละ 3 ล้านบาทจากเดิมไร่ละ 1 ล้านบาท เมื่อ 5 ปีที่ผ่านมาหรือประมาณปี 2551 และสำหรับนักลงทุนที่จะมองหาที่ดินเชื่อว่าจะไม่สามารถซื้อได้ เพราะราคาแพงขึ้นเรื่อยๆ หากช่วงนี้บอกราคาขายไร่ละ 3 ล้านบาท เมื่อมีนายทุนใหม่เข้ามา บรรดานายหน้าและเจ้าของที่ดินจะบวกราคาขายเพิ่มขึ้นไปอีกไม่ต่ำกว่า 5 หมื่น-1แสนบาทต่อไร่ จากราคาเดิม 3 ล้านบาทต่อไร่ หรือ อาจจะบอกราคาสูงถึง 4 ล้านบาทต่อไร่ก็ได้
ทั้งนี้เนื่องจากบริเวณนี้ถนนบายพาส(โคราช-ขอนแก่น) จะมีรถไฟความเร็วสูงสายกรุงเทพฯ-โคราชผ่าน ซึ่งจะ เชื่อมผ่านไปขอนแก่น-หนองคาย และมอเตอร์เวย์สายบางปะอิน-โคราชซึ่งเป็นจุดสิ้นสุดโครงการ หรือปลายทางจะอยู่ที่ ฝั่งตรงข้ามโฮมโปร ใกล้กับศาลปกครอง บริเวณเทศบาลตำบลบ้านใหม่และตำบลโคกกรวด อำเภอสูงเนิน ส่งผลให้ มีโครงการบ้านจัดสรรเกิดขึ้นทำเลดังกล่าวมากและถือว่าเป็นทำเลทองในอนาคต
อย่างไรก็ดีถนนบายพาสจะมีโชว์รูมโฮมโปรเกิดขึ้นและบริษัทพัฒนาที่ดินกว้านซื้อที่ดินพัฒนาโครงการบ้านจัดสรรเช่นบริษัทแลนด์แอนด์เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) ซื้อที่ดิน 100ไร่ และอยู่ระหว่างพัฒนาโครงการบ้านจัดสรรประกอบด้วยบ้านเดี่ยวราคา 4 ล้านบาท ขณะที่ทาวน์โฮมราคา 2-3 ล้านบาท บมจ.พฤกษา ซื้อที่ดินบริเวณเยื้องศาลปกครองเช่นกัน ส่วนศุภาลัยได้เคยมาดูที่ดินที่โคราชแต่ไม่สามารถหาซื้อได้ ซึ่งที่ผ่านมา ได้พลาดโอกาสซื้อคลังพลาซ่า เพราะเจ้าอื่นได้ไป แต่อนาคตเชื่อว่าค่ายใหญ่ในกทม.จะเข้ามาในพื้นที่โคราชมากขึ้น
มิตรภาพพุ่ง40ล.ตอกเข็มทะลุ 80ล./ไร่
ประธานที่ปรึกษาสมาคมอสังหาริมทรัพย์จังหวัดนครราชสีมา กล่าวอีกว่า สำหรับราคาที่ดินที่ขยับขึ้นรายวัน คือบริเวณถนนมิตรภาพ ที่เวลานี้หาซื้อไม่ได้แล้ว เนื่องจากมีการจับจองและกว้านซื้อมาก่อนหน้านี้โดยเฉพาะติดถนนมิตรภาพตกตารางวาละ 1 แสนบาท หรือไร่ละ 40 ล้านบาท ซึ่งถือว่าสูงที่สุดในโคราชโดยเฉพาะทำเลที่อยู่ในเมืองหรือเขตอำเภอเมืองและหากรถไฟความเร็วสูงเกิดขึ้น และเริ่มตอกเสาเข็มคาดว่าราคาจะขยับขึ้นอีกเท่าตัวคือตารางวาละ 2 แสนบาทหรือไร่ละ 80ล้านบาท เมื่อเทียบกับ 5 ปีที่ผ่านมาหรือประมาณปี 2551 ราคาที่ดินทำเลเดียวกันบนถนนมิตรภาพ ราคาเพียง 5 หมื่นบาทต่อตารางวาเท่านั้น ถัดเข้าไปในซอยระยะ 800 เมตร ห่างจากถนนมิตรภาพราคาที่ดินถือว่าแพงอยู่ที่ 4-5 หมื่นบาทต่อตารางวา หรือ 20 ล้านบาทต่อไร่และหากมีการตอกเข็มราคาจะขยับไปที่ตารางวาละ 1 แสนบาท
เช่นเดียวกับบริเวณถนนธนะรัชต์ ปัจจุบันราคาขายสูงถึงไร่ละ10 ล้านบาท ซึ่งราคาจะขยับขึ้นอย่างต่อเนื่อง เมื่อทราบว่า รถไฟความเร็วสูงมาและมีเอกชนเข้าไปลงทุนในเขาใหญ่กันมาก อย่างไรก็ดี ช่วงปี 2555 ราคาอยู่ที่ 5-8 ล้านบาทต่อไร่หากย้อนไปอีก 5 ปีที่ผ่านมาหรือประมาณปี 2551 ราคาเพียงไร่ละ3ล้านบาทเท่านั้นราคาขยับสูงหลายเท่า และหากมีการตอกเข็มรถไฟความเร็วสูงเมื่อไหร่เชื่อว่าราคาที่ดินติดถนนธนะรัชต์จะขยับขึ้นไม่ต่ำกว่าไร่ละ 20-30 ล้านบาทอย่างแน่นอนหรือ 2-3 เท่าจากปัจจุบัน
ปักธงเมืองใหม่รับกลุ่มทุน
นอกจากนี้จากแนวคิดของรัฐบาลที่จะจัดทำเมืองใหม่บริเวณตำบลหนองสาหร่าย อำเภอปากช่อง ซึ่งจะทำให้โซนนี้คึกคักมากในอนาคต แต่ประเมินว่าทำเลดังกล่าวจะติดเขาใหญ่เขตอุทยานมากซึ่งเป็นทำเลที่นักการเมือง เศรษฐีเข้ามาซื้อที่ดินทำบ้านพักตากอากาศกันมาก ขณะเดียวกันที่ดินหนองสาหร่าย ส่วนใหญ่จะทำการเกษตรโดยมีนายทุนที่ซื้อเก็บไว้หลายหมื่นไร่ และเชื่อว่า หากเกิดเมืองใหม่ทำเลนี้จริงจะส่งผลให้ที่ดินรอบๆเมืองใหญ่ซึ่งเป็นของนายทุนที่ซื้อทิ้งไว้จะได้อานิสงส์โดยราคาที่ดินปัจจุบัน ราคา 1 ล้านบาท และหากตอกเสาเข็มรถไฟฟ้าและสร้างเมืองใหม่ ราคาจะขยับขึ้นถึงกว่า 2 ล้านบาทต่อไร่ และหากเทียบจาก 5 ปีที่ผ่านมาหรือประมาณปี 2551 ราคาที่ดินอยู่ที่ 3-4 แสนบาทต่อไร่ อย่างไรก็ดีไม่เห็นด้วยที่จะใช้ที่หนองสาหร่ายสร้างเมืองใหม่ ในทางกลับกันคนโคราชต้องการ บูมเฉพาะปากช่องโดยตรงไปเลย เพราะปัจจุบันมีความเจริญมากและต้องการให้เจริญเพียงจุดเดียวไม่เช่นนั้นโคราชจะแออัดเกินไปจนไม่เป็นธรรมชาติ
เมืองใหม่ต้องรับกับผู้โดยสาร
ต่อเรื่องนี้นายมณฑล สุดประเสริฐ อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมืองกล่าวว่าได้เสนอความเห็นตำแหน่งสถานี เป็นที่ราชพัสดุแปลงเดียว 4-5 พันไร่โดยไม่ต้องเวนคืน ตำบลหนองสาหร่าย เมื่อมีสถานีรถไฟ มีชุมชนเกิดขึ้นและการเดินทางจากกรุงเทพฯ สู่โคราช ใช้เวลาไม่มาก ที่สำคัญยังกระจายความเจริญสู่ภูมิภาคเมื่อมีเมืองใหม่โอกาสเกิดตั้งถิ่นฐานใหม่ก็เกิดขึ้นและจะส่งผลให้ราคาที่ดินขยับขึ้นและก่อให้เกิดความเจริญโดยหลักเสนอความเห็นไปสนข.อาจจะไม่เห็นด้วยขณะที่สนข.มองถึงจำนวนผู้โดยสารที่จะมาใช้บริการที่ตัวสถานี ดังนั้น ที่ตั้งสถานีจึงมีส่วนสำคัญที่จะทำอย่างไรจึงจะสามารถรองรับและเข้าถึงประชาชนที่จะเดินทางได้อย่างสะดวก แต่ที่หนองสาหร่ายที่ตั้งเมืองใหม่อาจจะห่างจากสถานีเดิมที่สนข.กำหนดไว้พอสมควร
สนข.ลั่นตอกเข็มปลายปี58
แหล่งข่าวจาก สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) กล่าวว่า จากการศึกษาแนวเส้นทางรถไฟความเร็วสูงที่เหมาะสมของสายกรุงเทพฯ-หนองคาย แบ่งออกเป็น 2 ช่วง ได้แก่ ช่วงที่ 1 แนวเส้นทาง สถานีชุมชนทางบ้านภาชี-นครราชสีมา รวมระยะทาง 169.5 กิโลเมตร ประกอบไปด้วย สถานีอยุธยา สถานีสระบุรี สถานีปากช่อง และสถานีนครราชสีมา ซึ่งจากการจัดประชุมการมีส่วนร่วมของประชาชนครั้งแรก พบว่าประชาชนชาวนครราชสีมา 85% เห็นด้วย ซึ่งช่วงที่ 1 จะมีการประมูลในปี 2557 คาดว่าจะตอกเสาเข็มหรือลงมือก่อสร้างได้ประมาณปลายปี 2558 ถึงต้นปี 2559 และจะแล้วเสร็จพร้อมเปิดใช้เส้นทางในปี 2562 ส่วนช่วงที่ 2 คือแนวเส้นทางที่ต่อจากนครราชสีมาไปสิ้นสุดถึงหนองคาย รวมระยะทาง 355.1 กิโลเมตร ประกอบไปด้วย สถานีขอนแก่น สถานีอุดรธานี และสถานีหนองคาย ช่วงที่ 2 นี้คาดว่าจะเปิดให้บริการในปี 2564
ที่มา : หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 33 ฉบับที่ 2,870 วันที่ 15 -17 สิงหาคม พ.ศ. 2556
ถนนบายพาส ทำเลทองไร่ละ 3 ล้านจากเดิมไร่ละ 1 ล้านจับตาตอกเข็มรถไฟเมื่อไหร่ ธนะรัชต์ พุ่งจากไร่ละ 10 ล้านเป็น30 ล้าน มิตรภาพจากไร่ละ 40 ล้านเป็น 80 ล้านแน่ ด้านบิ๊กแบรนด์อสังหาฯ กว้านซื้อลุยโครงการดักหน้า แสนสิริ แลนด์แอนด์เฮ้าส์ พฤกษา
จากกรณีที่รัฐบาลมีนโยบายสร้างรถไฟความเร็วสูงหรือไฮสปีดเทรนสายกรุงเทพฯ-นครราชสีมา ระยะแรก และนคราชสีมา-หนองคายระยะต่อไปนั้น รวมถึงโครงการมอเตอร์เวย์ (บางปะอิน-โคราช) รถไฟทางคู่ ล่าสุดพบว่ามีความเคลื่อนไหวของราคาที่ดินในพื้นที่ขยับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องรวมถึงบริษัทพัฒนาที่ดินต่างชิงพื้นที่ทำเลทองขึ้นโครงการบ้าน-คอนโดมิเนียมดักกำลังซื้ออย่างต่อเนื่อง
ไฮสปีดฯบูมปากช่อง
ต่อเรื่องนี้ นายกฤช หิรัญกิต ประธานที่ปรึกษาสมาคมอสังหาริมทรัพย์จังหวัดนครราชสีมา เปิดเผย"ฐานเศรษฐกิจ" ว่าขณะนี้ราคาที่ดินขยับขึ้นอย่างต่อเนื่องหลายเท่าตัว จากกระแสของรถไฟความเร็วสูงจะมาลงและโครงการก่อสร้างมอเตอร์เวย์ สายบางปะอิน-โคราช ส่งผลมีนักลงทุนต่างถิ่นโดยเฉพาะส่วนกลางเข้ามาลงทุน เข้ามายึดหัวหาดกว้านซื้อที่ดินที่รถไฟฟ้าพาดผ่านในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมากันอย่างคึกคัก ส่งผลให้ความเคลื่อนไหวของราคาที่ดินวิ่งแซงหน้าโครงการดังกล่าว ที่มีความล่าช้าจากแผน โดยเฉพาะบริเวณถนนมิตรภาพที่ขยับพุ่งอย่างน่าตกใจและไม่สามารถหาซื้อพัฒนาโครงการได้ เนื่องจากราคาสูงเกินจริง
เช่นเดียวกันบริเวณเขาใหญ่ที่วันนี้มีโครงการบ้านพักตากอากาศเกิดขึ้นจำนวนมากเพื่อรองรับโครงการลงทุนภาครัฐ ซึ่งมีทั้งบ้านจัดสรรและคอนโดมิเนียมเปิดตัวอย่างต่อเนื่อง โดยที่ล่าสุดผังเมืองเขาใหญ่ที่กรมโยธาธิการและผังเมือง ยอมปรับให้สามารถขึ้นคอนโดมิเนียมรูปแบบโลว์ไรส์ได้หรือคอนโดมิเนียมสูงไม่เกิน 8 ชั้น จากร่างเดิมกำหนดให้เป็นแนวราบเท่านั้น ยิ่งทำให้การลงทุนธุรกิจอสังหาฯโดยเฉพาะแนวสูงมีมากขึ้น
อย่างไรก็ดีพบว่านครราชสีมา เริ่มมีคอนโดมิเนียมเกิดขึ้นมาก โดยในปี 2556 นี้มีจำนวนกว่า 3-4 พันหน่วยเทียบจากปี2555 มีเพียงโครงการเดียวคือแผ่นดินทอง 100 หน่วย ส่วนแนวราบเริ่มมีมากขึ้นปี 2556 มีจำนวน 8พัน-1หมื่นหน่วย ปี2555 มี 6-7พันหน่วย ทั้งนี้เศรษฐกิจจังหวัดนครราชสีมาถือว่าบูมมาก แต่ก็มีการส่งสัญญาณเตือนเช่นกันเพราะเกรงว่าจะเกิดโอเวอร์ซัพพลาย
"แสนสิริ" ตุนเพียบนอกเมืองในเมือง
นายกฤช กล่าวย้ำว่า แม้ราคาที่ดินบนทำเลต่างๆจะสูงขึ้นโดยเฉพาะถนนมิตรภาพในเขตเมืองหรือเขตอำเภอเมืองแต่วันนี้ทำเลแห่งนี้ยังเป็นที่หมายปองของกลุ่มทุนอสังหาฯกรุงเทพฯ โดยล่าสุดพบว่าบริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ได้ซื้ออาคารพาณิชย์เก่าติดถนนมิตรภาพจำนวน 7 คูหาข้างราชายนต์เพื่อเป็นทางเข้า-ออกขณะที่ที่ดินที่พัฒนาด้านในแถวบิ๊กซีเนื้อที่ 6ไร่ ที่จะเปิดตัวปลายปี2556 ภายใต้ชื่อเดอะเบส จำนวน800 หน่วย สูง 32 ชั้น ขณะเดียวกันบมจ.แสนสิริยังสนใจมองหาที่ดินในเมืองอีกหลายแปลงในเขตเมือง รวมถึงทำเลที่เขาใหญ่ ที่กำลังบูมขณะนี้
ทั้งนี้ได้รับทราบจากสำนักงานที่ดินจังหวัดนครราชสีมา ที่ระบุว่า บมจ.แสนสิริ ได้เจรจาซื้อที่ดินจำนวน 200-300ไร่ ทำเลตำบลหนองบัวศาลาถนนของทางหลวงชนบท ซึ่งติดกับถนนวงแหวนและสามารถวิ่งออกไปยังตำบลจอหอมุ่งหน้าตรงไปยังขอนแก่นได้ ซึ่งประเมินว่า บมจ.แสนสิริให้ความสนใจเข้ามาลงทุนในพื้นที่โคราชอย่างมากโดยเฉพาะคอนโดมิเนียมทั้งรองรับการเจริญเติบโตของเมือง รถไฟความเร็วสูง มอเตอร์เวย์และการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือเออีซีในปี 2558
โฮมโปร-แลนด์-พฤกษายึด"บายพาส"
นอกจากนี้ยังมีนักพัฒนาที่ดินในพื้นที่และจากส่วนกลางค่ายใหญ่ๆ อีกหลายราย ได้เข้ามาลงทุนเปิดโครงการประเภทต่างๆ ยกตัวอย่างทำเลฮอตบริเวณถนนบายพาส สายโคราช-ขอนแก่นหรือถนนเลี่ยงเมืองมิตรภาพ-ขอนแก่น วันนี้ราคาที่ดินเฉลี่ยไร่ละ 3 ล้านบาทจากเดิมไร่ละ 1 ล้านบาท เมื่อ 5 ปีที่ผ่านมาหรือประมาณปี 2551 และสำหรับนักลงทุนที่จะมองหาที่ดินเชื่อว่าจะไม่สามารถซื้อได้ เพราะราคาแพงขึ้นเรื่อยๆ หากช่วงนี้บอกราคาขายไร่ละ 3 ล้านบาท เมื่อมีนายทุนใหม่เข้ามา บรรดานายหน้าและเจ้าของที่ดินจะบวกราคาขายเพิ่มขึ้นไปอีกไม่ต่ำกว่า 5 หมื่น-1แสนบาทต่อไร่ จากราคาเดิม 3 ล้านบาทต่อไร่ หรือ อาจจะบอกราคาสูงถึง 4 ล้านบาทต่อไร่ก็ได้
ทั้งนี้เนื่องจากบริเวณนี้ถนนบายพาส(โคราช-ขอนแก่น) จะมีรถไฟความเร็วสูงสายกรุงเทพฯ-โคราชผ่าน ซึ่งจะ เชื่อมผ่านไปขอนแก่น-หนองคาย และมอเตอร์เวย์สายบางปะอิน-โคราชซึ่งเป็นจุดสิ้นสุดโครงการ หรือปลายทางจะอยู่ที่ ฝั่งตรงข้ามโฮมโปร ใกล้กับศาลปกครอง บริเวณเทศบาลตำบลบ้านใหม่และตำบลโคกกรวด อำเภอสูงเนิน ส่งผลให้ มีโครงการบ้านจัดสรรเกิดขึ้นทำเลดังกล่าวมากและถือว่าเป็นทำเลทองในอนาคต
อย่างไรก็ดีถนนบายพาสจะมีโชว์รูมโฮมโปรเกิดขึ้นและบริษัทพัฒนาที่ดินกว้านซื้อที่ดินพัฒนาโครงการบ้านจัดสรรเช่นบริษัทแลนด์แอนด์เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) ซื้อที่ดิน 100ไร่ และอยู่ระหว่างพัฒนาโครงการบ้านจัดสรรประกอบด้วยบ้านเดี่ยวราคา 4 ล้านบาท ขณะที่ทาวน์โฮมราคา 2-3 ล้านบาท บมจ.พฤกษา ซื้อที่ดินบริเวณเยื้องศาลปกครองเช่นกัน ส่วนศุภาลัยได้เคยมาดูที่ดินที่โคราชแต่ไม่สามารถหาซื้อได้ ซึ่งที่ผ่านมา ได้พลาดโอกาสซื้อคลังพลาซ่า เพราะเจ้าอื่นได้ไป แต่อนาคตเชื่อว่าค่ายใหญ่ในกทม.จะเข้ามาในพื้นที่โคราชมากขึ้น
มิตรภาพพุ่ง40ล.ตอกเข็มทะลุ 80ล./ไร่
ประธานที่ปรึกษาสมาคมอสังหาริมทรัพย์จังหวัดนครราชสีมา กล่าวอีกว่า สำหรับราคาที่ดินที่ขยับขึ้นรายวัน คือบริเวณถนนมิตรภาพ ที่เวลานี้หาซื้อไม่ได้แล้ว เนื่องจากมีการจับจองและกว้านซื้อมาก่อนหน้านี้โดยเฉพาะติดถนนมิตรภาพตกตารางวาละ 1 แสนบาท หรือไร่ละ 40 ล้านบาท ซึ่งถือว่าสูงที่สุดในโคราชโดยเฉพาะทำเลที่อยู่ในเมืองหรือเขตอำเภอเมืองและหากรถไฟความเร็วสูงเกิดขึ้น และเริ่มตอกเสาเข็มคาดว่าราคาจะขยับขึ้นอีกเท่าตัวคือตารางวาละ 2 แสนบาทหรือไร่ละ 80ล้านบาท เมื่อเทียบกับ 5 ปีที่ผ่านมาหรือประมาณปี 2551 ราคาที่ดินทำเลเดียวกันบนถนนมิตรภาพ ราคาเพียง 5 หมื่นบาทต่อตารางวาเท่านั้น ถัดเข้าไปในซอยระยะ 800 เมตร ห่างจากถนนมิตรภาพราคาที่ดินถือว่าแพงอยู่ที่ 4-5 หมื่นบาทต่อตารางวา หรือ 20 ล้านบาทต่อไร่และหากมีการตอกเข็มราคาจะขยับไปที่ตารางวาละ 1 แสนบาท
เช่นเดียวกับบริเวณถนนธนะรัชต์ ปัจจุบันราคาขายสูงถึงไร่ละ10 ล้านบาท ซึ่งราคาจะขยับขึ้นอย่างต่อเนื่อง เมื่อทราบว่า รถไฟความเร็วสูงมาและมีเอกชนเข้าไปลงทุนในเขาใหญ่กันมาก อย่างไรก็ดี ช่วงปี 2555 ราคาอยู่ที่ 5-8 ล้านบาทต่อไร่หากย้อนไปอีก 5 ปีที่ผ่านมาหรือประมาณปี 2551 ราคาเพียงไร่ละ3ล้านบาทเท่านั้นราคาขยับสูงหลายเท่า และหากมีการตอกเข็มรถไฟความเร็วสูงเมื่อไหร่เชื่อว่าราคาที่ดินติดถนนธนะรัชต์จะขยับขึ้นไม่ต่ำกว่าไร่ละ 20-30 ล้านบาทอย่างแน่นอนหรือ 2-3 เท่าจากปัจจุบัน
ปักธงเมืองใหม่รับกลุ่มทุน
นอกจากนี้จากแนวคิดของรัฐบาลที่จะจัดทำเมืองใหม่บริเวณตำบลหนองสาหร่าย อำเภอปากช่อง ซึ่งจะทำให้โซนนี้คึกคักมากในอนาคต แต่ประเมินว่าทำเลดังกล่าวจะติดเขาใหญ่เขตอุทยานมากซึ่งเป็นทำเลที่นักการเมือง เศรษฐีเข้ามาซื้อที่ดินทำบ้านพักตากอากาศกันมาก ขณะเดียวกันที่ดินหนองสาหร่าย ส่วนใหญ่จะทำการเกษตรโดยมีนายทุนที่ซื้อเก็บไว้หลายหมื่นไร่ และเชื่อว่า หากเกิดเมืองใหม่ทำเลนี้จริงจะส่งผลให้ที่ดินรอบๆเมืองใหญ่ซึ่งเป็นของนายทุนที่ซื้อทิ้งไว้จะได้อานิสงส์โดยราคาที่ดินปัจจุบัน ราคา 1 ล้านบาท และหากตอกเสาเข็มรถไฟฟ้าและสร้างเมืองใหม่ ราคาจะขยับขึ้นถึงกว่า 2 ล้านบาทต่อไร่ และหากเทียบจาก 5 ปีที่ผ่านมาหรือประมาณปี 2551 ราคาที่ดินอยู่ที่ 3-4 แสนบาทต่อไร่ อย่างไรก็ดีไม่เห็นด้วยที่จะใช้ที่หนองสาหร่ายสร้างเมืองใหม่ ในทางกลับกันคนโคราชต้องการ บูมเฉพาะปากช่องโดยตรงไปเลย เพราะปัจจุบันมีความเจริญมากและต้องการให้เจริญเพียงจุดเดียวไม่เช่นนั้นโคราชจะแออัดเกินไปจนไม่เป็นธรรมชาติ
เมืองใหม่ต้องรับกับผู้โดยสาร
ต่อเรื่องนี้นายมณฑล สุดประเสริฐ อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมืองกล่าวว่าได้เสนอความเห็นตำแหน่งสถานี เป็นที่ราชพัสดุแปลงเดียว 4-5 พันไร่โดยไม่ต้องเวนคืน ตำบลหนองสาหร่าย เมื่อมีสถานีรถไฟ มีชุมชนเกิดขึ้นและการเดินทางจากกรุงเทพฯ สู่โคราช ใช้เวลาไม่มาก ที่สำคัญยังกระจายความเจริญสู่ภูมิภาคเมื่อมีเมืองใหม่โอกาสเกิดตั้งถิ่นฐานใหม่ก็เกิดขึ้นและจะส่งผลให้ราคาที่ดินขยับขึ้นและก่อให้เกิดความเจริญโดยหลักเสนอความเห็นไปสนข.อาจจะไม่เห็นด้วยขณะที่สนข.มองถึงจำนวนผู้โดยสารที่จะมาใช้บริการที่ตัวสถานี ดังนั้น ที่ตั้งสถานีจึงมีส่วนสำคัญที่จะทำอย่างไรจึงจะสามารถรองรับและเข้าถึงประชาชนที่จะเดินทางได้อย่างสะดวก แต่ที่หนองสาหร่ายที่ตั้งเมืองใหม่อาจจะห่างจากสถานีเดิมที่สนข.กำหนดไว้พอสมควร
สนข.ลั่นตอกเข็มปลายปี58
แหล่งข่าวจาก สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) กล่าวว่า จากการศึกษาแนวเส้นทางรถไฟความเร็วสูงที่เหมาะสมของสายกรุงเทพฯ-หนองคาย แบ่งออกเป็น 2 ช่วง ได้แก่ ช่วงที่ 1 แนวเส้นทาง สถานีชุมชนทางบ้านภาชี-นครราชสีมา รวมระยะทาง 169.5 กิโลเมตร ประกอบไปด้วย สถานีอยุธยา สถานีสระบุรี สถานีปากช่อง และสถานีนครราชสีมา ซึ่งจากการจัดประชุมการมีส่วนร่วมของประชาชนครั้งแรก พบว่าประชาชนชาวนครราชสีมา 85% เห็นด้วย ซึ่งช่วงที่ 1 จะมีการประมูลในปี 2557 คาดว่าจะตอกเสาเข็มหรือลงมือก่อสร้างได้ประมาณปลายปี 2558 ถึงต้นปี 2559 และจะแล้วเสร็จพร้อมเปิดใช้เส้นทางในปี 2562 ส่วนช่วงที่ 2 คือแนวเส้นทางที่ต่อจากนครราชสีมาไปสิ้นสุดถึงหนองคาย รวมระยะทาง 355.1 กิโลเมตร ประกอบไปด้วย สถานีขอนแก่น สถานีอุดรธานี และสถานีหนองคาย ช่วงที่ 2 นี้คาดว่าจะเปิดให้บริการในปี 2564
ที่มา : หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 33 ฉบับที่ 2,870 วันที่ 15 -17 สิงหาคม พ.ศ. 2556
คอลัมน์: PROPERTY FOCUS: เจาะแนวโน้มราคาคอนโดฯ-บ้านเดี่ยว-ทาวน์เฮาส์ ปี 56
พีรพัฒน์ วงศ์บุตร
เจาะดัชนีราคาคอนโดมิเนียม บ้านเดี่ยว และทาวน์เฮาส์ครึ่งแรก ปี 2556 ชี้คอนโดฯ ราคาเปลี่ยนแปลงมากที่สุด เพิ่มขึ้นร้อยละ 7.2 บ้านจัดสรร เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.1 ทาวน์เฮาส์ เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.9
ข้อมูลจากศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ที่จัดทำดัชนีราคาคอนโดฯ โดยเป็นประมวลผลจากการสำรวจโครงการคอนโดฯ ในพื้นที่กรุงเทพฯ จังหวัดเดียว ส่วนราคาบ้านเดี่ยว และราคาทาวน์เฮาส์เป็นการประมวลผลจากการสำรวจในพื้นที่กรุงเทพฯ และ 3 จังหวัดปริมณฑล ได้แก่ นนทบุรี ปทุมธานี และสมุทรปราการ โดยดัชนีราคาคอนโดฯ รวมทุกระดับราคา สำหรับครึ่งแรกของปี 2556 มีค่าดัชนีเท่ากับ 123.9 ปรับเพิ่มขึ้น ร้อยละ 7.2 เมื่อเทียบกับครึ่งแรกปี 2555 โดยเมื่อแยกพิจารณาในแต่ละช่วงราคาพบว่า คอนโดฯ ที่มีระดับราคาต่ำกว่า 50,000 บาท/ตร.ม. มีค่าดัชนีเท่ากับ 129.5 ปรับเพิ่มขึ้นร้อยละ 8.1 เมื่อเทียบกับครึ่งแรก ปี 2555 ส่วนคอนโดฯ ที่มีระดับ 50,000-79,999 บาท/ตร.ม. มีค่าดัชนีเท่ากับ 123.5 ปรับเพิ่มขึ้นร้อยละ 7.2 เมื่อเทียบกับครึ่งแรก ปี 2555
ส่วนคอนโดฯที่มีระดับราคาตั้งแต่ 80,000 บาท/ตร.ม. ขึ้นไป มีค่าดัชนีเท่ากับ 110.8 ปรับเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.5 โดยสรุปคอนโดฯระดับราคาต่ำกว่า 50,000 บาท/ตร.ม. มีการปรับราคาเพิ่มขึ้นมากว่าคอนโดฯ ในระดับราคาอื่นๆ โดยเขตที่มีการปรับราคาเพิ่มขึ้นมาก ได้แก่ เขตวังทองหลาง (ถนนรามคำแหง) เขตคันนายาว (ถนนรามอินทรา) เขตประเวศ (ถนนศรีนครินทร์) เขตห้วยขวาง (ในซอยลึกเข้าไปจากถนนลาดพร้าว) ทั้งนี้คอนโดฯ ระดับราคา 50,000-79,999 บาท/ตรม. เขตที่มีการปรับราคาเพิ่มขึ้นมากได้แก่เขตห้วยขวาง (ถนนรัชดาภิเษก) เขตดินแดง (ถนนรัชดาภิเษก) เขตจตุจักร เขตบางกะปิ (ถนนรามคำแหง และราษฎร์บูรณะ ส่วนคอนโดฯระดับราคาสูงกว่า 80,000 บาท/ตร.ม. ปรับราคาเพิ่มขึ้นมาก ได้แก่ เขตปทุมวัน เขตราชเทวี เขตวัฒนา เขตพระโขนง และเขตสาทร
สำหรับดัชนีบ้านเดี่ยว ในกรุงเทพฯ และ 3 จังหวัดปริมณฑล มีค่าดัชนีเท่ากับ 112.8 ปรับเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.1 เมื่อเทียบกับครึ่งแรก ปี 2555 โดยหากแยกพื้นที่ พบว่าเฉพาะในเขตกรุงเทพฯ ปรับเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.3 และใน 3 จังหวัดปริมณฑลปรับเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.0 ดัชนีราคาทาวน์เฮ้าส์ ในกรุงเทพฯ และ 3 จังหวัดปริมณฑล มีค่าดัชนีเท่ากับ 118.4 ปรับเพิ่มขึ้น ร้อยละ 5.9 เมื่อเทียบกับครึ่งแรก ปี 2555 โดยหากแยกพื้นที่ พบว่าเฉพาะในเขตกรุงเทพฯ ปรับเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.8 และใน 3 จังหวัดปริมณฑล ปรับเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.9
อย่างไรก็ตามราคาคอนโดฯ ราคาบ้านเดี่ยว และราคาทาวน์เฮ้าส์ต่างเพิ่มขึ้นค่อนข้างมากเมื่อเทียบกับรอบครึ่งปีที่ผ่านมาโดยมีราคาสูงขึ้น จากการปรับขึ้นค่าแรงและราคาวัสดุก่อสร้างที่เพิ่มขึ้น
ที่มา: หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
เจาะดัชนีราคาคอนโดมิเนียม บ้านเดี่ยว และทาวน์เฮาส์ครึ่งแรก ปี 2556 ชี้คอนโดฯ ราคาเปลี่ยนแปลงมากที่สุด เพิ่มขึ้นร้อยละ 7.2 บ้านจัดสรร เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.1 ทาวน์เฮาส์ เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.9
ข้อมูลจากศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ที่จัดทำดัชนีราคาคอนโดฯ โดยเป็นประมวลผลจากการสำรวจโครงการคอนโดฯ ในพื้นที่กรุงเทพฯ จังหวัดเดียว ส่วนราคาบ้านเดี่ยว และราคาทาวน์เฮาส์เป็นการประมวลผลจากการสำรวจในพื้นที่กรุงเทพฯ และ 3 จังหวัดปริมณฑล ได้แก่ นนทบุรี ปทุมธานี และสมุทรปราการ โดยดัชนีราคาคอนโดฯ รวมทุกระดับราคา สำหรับครึ่งแรกของปี 2556 มีค่าดัชนีเท่ากับ 123.9 ปรับเพิ่มขึ้น ร้อยละ 7.2 เมื่อเทียบกับครึ่งแรกปี 2555 โดยเมื่อแยกพิจารณาในแต่ละช่วงราคาพบว่า คอนโดฯ ที่มีระดับราคาต่ำกว่า 50,000 บาท/ตร.ม. มีค่าดัชนีเท่ากับ 129.5 ปรับเพิ่มขึ้นร้อยละ 8.1 เมื่อเทียบกับครึ่งแรก ปี 2555 ส่วนคอนโดฯ ที่มีระดับ 50,000-79,999 บาท/ตร.ม. มีค่าดัชนีเท่ากับ 123.5 ปรับเพิ่มขึ้นร้อยละ 7.2 เมื่อเทียบกับครึ่งแรก ปี 2555
ส่วนคอนโดฯที่มีระดับราคาตั้งแต่ 80,000 บาท/ตร.ม. ขึ้นไป มีค่าดัชนีเท่ากับ 110.8 ปรับเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.5 โดยสรุปคอนโดฯระดับราคาต่ำกว่า 50,000 บาท/ตร.ม. มีการปรับราคาเพิ่มขึ้นมากว่าคอนโดฯ ในระดับราคาอื่นๆ โดยเขตที่มีการปรับราคาเพิ่มขึ้นมาก ได้แก่ เขตวังทองหลาง (ถนนรามคำแหง) เขตคันนายาว (ถนนรามอินทรา) เขตประเวศ (ถนนศรีนครินทร์) เขตห้วยขวาง (ในซอยลึกเข้าไปจากถนนลาดพร้าว) ทั้งนี้คอนโดฯ ระดับราคา 50,000-79,999 บาท/ตรม. เขตที่มีการปรับราคาเพิ่มขึ้นมากได้แก่เขตห้วยขวาง (ถนนรัชดาภิเษก) เขตดินแดง (ถนนรัชดาภิเษก) เขตจตุจักร เขตบางกะปิ (ถนนรามคำแหง และราษฎร์บูรณะ ส่วนคอนโดฯระดับราคาสูงกว่า 80,000 บาท/ตร.ม. ปรับราคาเพิ่มขึ้นมาก ได้แก่ เขตปทุมวัน เขตราชเทวี เขตวัฒนา เขตพระโขนง และเขตสาทร
สำหรับดัชนีบ้านเดี่ยว ในกรุงเทพฯ และ 3 จังหวัดปริมณฑล มีค่าดัชนีเท่ากับ 112.8 ปรับเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.1 เมื่อเทียบกับครึ่งแรก ปี 2555 โดยหากแยกพื้นที่ พบว่าเฉพาะในเขตกรุงเทพฯ ปรับเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.3 และใน 3 จังหวัดปริมณฑลปรับเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.0 ดัชนีราคาทาวน์เฮ้าส์ ในกรุงเทพฯ และ 3 จังหวัดปริมณฑล มีค่าดัชนีเท่ากับ 118.4 ปรับเพิ่มขึ้น ร้อยละ 5.9 เมื่อเทียบกับครึ่งแรก ปี 2555 โดยหากแยกพื้นที่ พบว่าเฉพาะในเขตกรุงเทพฯ ปรับเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.8 และใน 3 จังหวัดปริมณฑล ปรับเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.9
อย่างไรก็ตามราคาคอนโดฯ ราคาบ้านเดี่ยว และราคาทาวน์เฮ้าส์ต่างเพิ่มขึ้นค่อนข้างมากเมื่อเทียบกับรอบครึ่งปีที่ผ่านมาโดยมีราคาสูงขึ้น จากการปรับขึ้นค่าแรงและราคาวัสดุก่อสร้างที่เพิ่มขึ้น
ที่มา: หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
อสังหาฯชี้ครึ่งปีหลังดีมานด์ตจว.พุ่ง
"บิ๊กอสังหาฯ"มองต่างจังหวัดครึ่งปีหลังเป็นบวก ชี้ดีมานด์แน่นเพราะเป็นตลาด "เกิดใหม่" ลุยส่งโครงการออกสู่ตลาดตามแผน กระจายสู่หัวเมืองรอง
นายอุทัย อุทัยแสงสุข รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส สายงานพัฒนาธุรกิจและพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียม บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ครึ่งปีหลังยังมองตลาดอสังหาริมทรัพย์ต่างจังหวัดเป็นบวกยังเติบโตต่อเนื่อง แม้ภาพรวมอสังหาฯกรุงเทพฯ เริ่มชะลอตัวลงช่วงเดือนที่ผ่านมาจากปัจจัยลบในประเทศ ทั้งเศรษฐกิจชะลอตัว ความผันผวนทางการเมือง ภัยธรรมชาติ และหนี้ครัวเรือนพุ่งสูง แต่สำหรับอสังหาฯต่างจังหวัดเป็นตลาดใหม่เพิ่งเริ่มต้น มีความต้องการซื้อ (ดีมานด์) คงค้างตลาดระดับหนึ่ง แต่ที่ผ่านมาไม่มีโปรดักส์ตอบโจทย์ความต้องการดีมานด์เหล่านี้ จึงมีปัจจัยหนุนจากกำลังซื้อแม้จะไม่พุ่งกระฉุดเหมือนครึ่งปีแรก
ครึ่งปีหลังบริษัทยังคงเดินหน้าเปิดโครงการใหม่ในต่างจังหวัดตามแผนที่วางไว้ ยังเน้นคอนโดมิเนียมทำเลศูนย์กลางธุรกิจของจังหวัด ที่ผ่านมาบริษัทเน้นเข้าลงทุนในจังหวัดหัวเมืองหลัก ทั้งเชียงใหม่ ภูเก็ต ขอนแก่น พัทยา เขาใหญ่ แต่จากนี้ จะขยายลงทุนอสังหาฯในจังหวัดหัวเมืองรองอันดับ 2 เพิ่มขึ้น เช่น ระยอง อุดรธานี นครราชสีมา มหาสารคาม ชลบุรี ศรีราชา บางแสน หาดใหญ่ รวมถึงจังหวัดในเมืองรองอันดับ 3 ซึ่งยังไม่เคยเข้าไปพัฒนา แต่มีแนวโน้มเติบโตในอนาคตจากโครงการรถไฟความเร็วสูง โครงการมอเตอร์เวย์ตัดใหม่ อาทิ พิษณุโลก สุราษฎร์ธานี อุบลราชธานี ราชบุรี เป็นต้น โดยในเดือนส.ค.นี้บริษัทเปิดตัวคอนโดฯ แบรนด์ดีคอนโดเพิ่มอีก 5 โครงการพร้อมกัน
"การลงทุนของแสนสิริยึดหลักสร้างโครงการให้ "แมชชิ่งกับดีมานด์" การเปิดโครงการใหม่ต่อในทำเลเดิม จะดูว่าดีมานด์ถูกดูดซับออกไปได้เร็วขนาดไหน และหันรุกลงทุนจังหวัดรองอันดับ 2 และ3 จากนั้นจะย้อนกลับมาดูว่าซัพพลายในจังหวัดเดิมเปิดโครงการไปแล้ว อัตราการดูดซับออกไปมากน้อยแค่ไหนก็ลงทุนต่อ"
อย่างไรก็ดี ตลาดจังหวัด ยังไม่พบลูกค้าถูกปฎิเสธสินเชื่อจากธนาคารพาณิชย์ในสัดส่วนเพิ่มขึ้นแบบนัยยะสำคัญ ส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มลูกค้าระดับกลาง -ล่าง ในคอนโดมิเนียมราคา 1-2 ล้านบาท ส่วนของกลุ่มลูกค้าระดับเอ-บี พบว่ามีปัญหาน้อยมาก
นายเตชะ ตั้งมติธรรม กรรมการบริหาร บริษัท ศุภาลัย จำกัด(มหาชน) กล่าวว่า จะขยายลงทุนต่างจังหวัดตามแผนวางไว้ครึ่งปีหลัง 10 โครงการ เน้นลงทุนโครงการแนวราบเป็นหลักสัดส่วน 70% ซึ่งเป็นตลาดที่มีความต้องการ เพราะผู้บริโภคต่างจังหวัดนิยมอยู่อาศัยแนวราบ และมีกำลังซื้อเข้ามาเติมได้เรื่อยๆ อีกทั้งเป็นโปรดักส์ที่มีความเสี่ยงน้อย
"แผนการลงทุนเน้นต่อยอดในจังหวัดเดิมโฟกัสจังหวัดใหญ่ๆ แต่ละปีจะลงทุนเพิ่มใน1-2 จังหวัดใหม่ ส่วนโครงการใหม่จะดูผลตอบรับมากน้อยขนาดไหน ถึงจะซื้อที่ดินเพิ่มเติม วันนี้กำลังซื้ออาจจะลดลงบ้างจากรถคันแรก ตลาดหุ้นผันผวน แต่ไม่เห็นยอดลดลงเป็นนัยยะสำคัญ"
ส่วนยอดกู้ไม่ผ่านช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา อาจเพิ่มขึ้นบ้าง แต่ไม่มากถึงขั้นน่าเป็นห่วง แต่หากเทียบกับปีที่แล้วยอดกู้ไม่ผ่านอาจสูงกว่าเล็กน้อย เพราะปีที่แล้วมีพื้นฐานเศรษฐกิจที่ดีกว่า ดอกเบี้ยต่ำ
นายวิทการ จันทวิมล รองผู้อำนวยการสายงานกลยุทธ์การตลาด บริษัท เอพี(ไทยแลนด์) จำกัด กล่าวว่า การลงทุนต่างจังหวัดเน้นลงทุนในจังหวัดที่มีศักยภาพ ไม่จำเป็นต้องจังหวัดใหญ่ โดยเฉพาะจังหวัดหัวเมืองรองที่มีศักยภาพและยังไม่มีผู้ประกอบการรายใหญ่จากกรุงเทพฯ เข้าไปบุกตลาด
นายสัมมา คีตสิน ผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ คาดตลาดอสังหาฯ ต่างจังหวัดครึ่งปีหลังจะชะลอตัว ขณะที่สถานการณ์การเมืองมีผลต่อภาพรวมการซื้อขาย สถาบันการเงินเข้มปล่อยสินเชื่อทำให้ผู้ประกอบการมองตลาดใหม่ๆ จังหวัดหัวเมืองรองที่มีการเติบโตในอนาคต เช่น มหาสารคาม พิษณุโลก เชียงราย และสุราษฎร์ธานี
การลงทุนต่างจังหวัดแบ่งเป็น 3 ตลาด คือ ตลาดจังหวัดอันดับ 1 ได้แก่ กรุงเทพฯ นนทบุรี และชลบุรี ตลาดอันดับ 2 เช่น โคราช เชียงใหม่ ระยอง และตลาดอันดับ3 จังหวัดที่เติบโตในอนาคต เช่น อุบลราชธานี เชียงราย บุรีรัมย์ พิษณุโลก โดยต้องมี 3-4 องค์ประกอบการหลัก คือ ประชากร 1 ล้านคนขึ้นไป เป็นเมืองสถานศึกษามีนักศึกษาหลายหมื่นคน มีอสังหาฯเชิงพาณิชย์ เช่น ห้างสรรพสินค้าจากส่วนกลาง หรือห้างขนาดใหญ่ลงทุนโดยท้องถิ่น เส้นทางคมนาคมสะดวก
"หลังจากนี้ ผู้ประกอบการจะมองการลงทุนในตลาดจังหวัดหัวเมืองรองอันดับ 2 และ 3 มากขึ้น เพราะมีศักยภาพในระยะยาวจากการพัฒนาเศรษฐกิจอีก 2-3 ปีข้างหน้า เช่น มีรถไฟความเร็วสูง มีอสังหาฯเชิงพาณิชย์ไปเปิดมากขึ้น และเป็นเมืองที่มีประชากร 1 ล้านคนขึ้นไป"
ที่มา: http://www.bangkokbiznews.com
นายอุทัย อุทัยแสงสุข รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส สายงานพัฒนาธุรกิจและพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียม บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ครึ่งปีหลังยังมองตลาดอสังหาริมทรัพย์ต่างจังหวัดเป็นบวกยังเติบโตต่อเนื่อง แม้ภาพรวมอสังหาฯกรุงเทพฯ เริ่มชะลอตัวลงช่วงเดือนที่ผ่านมาจากปัจจัยลบในประเทศ ทั้งเศรษฐกิจชะลอตัว ความผันผวนทางการเมือง ภัยธรรมชาติ และหนี้ครัวเรือนพุ่งสูง แต่สำหรับอสังหาฯต่างจังหวัดเป็นตลาดใหม่เพิ่งเริ่มต้น มีความต้องการซื้อ (ดีมานด์) คงค้างตลาดระดับหนึ่ง แต่ที่ผ่านมาไม่มีโปรดักส์ตอบโจทย์ความต้องการดีมานด์เหล่านี้ จึงมีปัจจัยหนุนจากกำลังซื้อแม้จะไม่พุ่งกระฉุดเหมือนครึ่งปีแรก
ครึ่งปีหลังบริษัทยังคงเดินหน้าเปิดโครงการใหม่ในต่างจังหวัดตามแผนที่วางไว้ ยังเน้นคอนโดมิเนียมทำเลศูนย์กลางธุรกิจของจังหวัด ที่ผ่านมาบริษัทเน้นเข้าลงทุนในจังหวัดหัวเมืองหลัก ทั้งเชียงใหม่ ภูเก็ต ขอนแก่น พัทยา เขาใหญ่ แต่จากนี้ จะขยายลงทุนอสังหาฯในจังหวัดหัวเมืองรองอันดับ 2 เพิ่มขึ้น เช่น ระยอง อุดรธานี นครราชสีมา มหาสารคาม ชลบุรี ศรีราชา บางแสน หาดใหญ่ รวมถึงจังหวัดในเมืองรองอันดับ 3 ซึ่งยังไม่เคยเข้าไปพัฒนา แต่มีแนวโน้มเติบโตในอนาคตจากโครงการรถไฟความเร็วสูง โครงการมอเตอร์เวย์ตัดใหม่ อาทิ พิษณุโลก สุราษฎร์ธานี อุบลราชธานี ราชบุรี เป็นต้น โดยในเดือนส.ค.นี้บริษัทเปิดตัวคอนโดฯ แบรนด์ดีคอนโดเพิ่มอีก 5 โครงการพร้อมกัน
"การลงทุนของแสนสิริยึดหลักสร้างโครงการให้ "แมชชิ่งกับดีมานด์" การเปิดโครงการใหม่ต่อในทำเลเดิม จะดูว่าดีมานด์ถูกดูดซับออกไปได้เร็วขนาดไหน และหันรุกลงทุนจังหวัดรองอันดับ 2 และ3 จากนั้นจะย้อนกลับมาดูว่าซัพพลายในจังหวัดเดิมเปิดโครงการไปแล้ว อัตราการดูดซับออกไปมากน้อยแค่ไหนก็ลงทุนต่อ"
อย่างไรก็ดี ตลาดจังหวัด ยังไม่พบลูกค้าถูกปฎิเสธสินเชื่อจากธนาคารพาณิชย์ในสัดส่วนเพิ่มขึ้นแบบนัยยะสำคัญ ส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มลูกค้าระดับกลาง -ล่าง ในคอนโดมิเนียมราคา 1-2 ล้านบาท ส่วนของกลุ่มลูกค้าระดับเอ-บี พบว่ามีปัญหาน้อยมาก
นายเตชะ ตั้งมติธรรม กรรมการบริหาร บริษัท ศุภาลัย จำกัด(มหาชน) กล่าวว่า จะขยายลงทุนต่างจังหวัดตามแผนวางไว้ครึ่งปีหลัง 10 โครงการ เน้นลงทุนโครงการแนวราบเป็นหลักสัดส่วน 70% ซึ่งเป็นตลาดที่มีความต้องการ เพราะผู้บริโภคต่างจังหวัดนิยมอยู่อาศัยแนวราบ และมีกำลังซื้อเข้ามาเติมได้เรื่อยๆ อีกทั้งเป็นโปรดักส์ที่มีความเสี่ยงน้อย
"แผนการลงทุนเน้นต่อยอดในจังหวัดเดิมโฟกัสจังหวัดใหญ่ๆ แต่ละปีจะลงทุนเพิ่มใน1-2 จังหวัดใหม่ ส่วนโครงการใหม่จะดูผลตอบรับมากน้อยขนาดไหน ถึงจะซื้อที่ดินเพิ่มเติม วันนี้กำลังซื้ออาจจะลดลงบ้างจากรถคันแรก ตลาดหุ้นผันผวน แต่ไม่เห็นยอดลดลงเป็นนัยยะสำคัญ"
ส่วนยอดกู้ไม่ผ่านช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา อาจเพิ่มขึ้นบ้าง แต่ไม่มากถึงขั้นน่าเป็นห่วง แต่หากเทียบกับปีที่แล้วยอดกู้ไม่ผ่านอาจสูงกว่าเล็กน้อย เพราะปีที่แล้วมีพื้นฐานเศรษฐกิจที่ดีกว่า ดอกเบี้ยต่ำ
นายวิทการ จันทวิมล รองผู้อำนวยการสายงานกลยุทธ์การตลาด บริษัท เอพี(ไทยแลนด์) จำกัด กล่าวว่า การลงทุนต่างจังหวัดเน้นลงทุนในจังหวัดที่มีศักยภาพ ไม่จำเป็นต้องจังหวัดใหญ่ โดยเฉพาะจังหวัดหัวเมืองรองที่มีศักยภาพและยังไม่มีผู้ประกอบการรายใหญ่จากกรุงเทพฯ เข้าไปบุกตลาด
นายสัมมา คีตสิน ผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ คาดตลาดอสังหาฯ ต่างจังหวัดครึ่งปีหลังจะชะลอตัว ขณะที่สถานการณ์การเมืองมีผลต่อภาพรวมการซื้อขาย สถาบันการเงินเข้มปล่อยสินเชื่อทำให้ผู้ประกอบการมองตลาดใหม่ๆ จังหวัดหัวเมืองรองที่มีการเติบโตในอนาคต เช่น มหาสารคาม พิษณุโลก เชียงราย และสุราษฎร์ธานี
การลงทุนต่างจังหวัดแบ่งเป็น 3 ตลาด คือ ตลาดจังหวัดอันดับ 1 ได้แก่ กรุงเทพฯ นนทบุรี และชลบุรี ตลาดอันดับ 2 เช่น โคราช เชียงใหม่ ระยอง และตลาดอันดับ3 จังหวัดที่เติบโตในอนาคต เช่น อุบลราชธานี เชียงราย บุรีรัมย์ พิษณุโลก โดยต้องมี 3-4 องค์ประกอบการหลัก คือ ประชากร 1 ล้านคนขึ้นไป เป็นเมืองสถานศึกษามีนักศึกษาหลายหมื่นคน มีอสังหาฯเชิงพาณิชย์ เช่น ห้างสรรพสินค้าจากส่วนกลาง หรือห้างขนาดใหญ่ลงทุนโดยท้องถิ่น เส้นทางคมนาคมสะดวก
"หลังจากนี้ ผู้ประกอบการจะมองการลงทุนในตลาดจังหวัดหัวเมืองรองอันดับ 2 และ 3 มากขึ้น เพราะมีศักยภาพในระยะยาวจากการพัฒนาเศรษฐกิจอีก 2-3 ปีข้างหน้า เช่น มีรถไฟความเร็วสูง มีอสังหาฯเชิงพาณิชย์ไปเปิดมากขึ้น และเป็นเมืองที่มีประชากร 1 ล้านคนขึ้นไป"
ที่มา: http://www.bangkokbiznews.com
คอนโดชะลอตัวโอนวูบ 9%
โอนที่อยู่อาศัย 6 เดือนโต 4% คอนโดสวนทางหด 8-9% ผู้ประกอบการชี้ตลาดลดความร้อนแรง
รายงานจากศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ เปิดเผยว่า การโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยในครึ่งแรกปี 2556 มีประมาณ 7.6 หมื่นหน่วย เพิ่มขึ้น 4% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2555 ที่มียอดโอนกรรมสิทธิ์ประมาณ 7.4 หมื่นหน่วย
สำหรับยอดโอนกรรมสิทธิ์ใน 6 เดือนแรก แบ่งเป็นคอนโดมิเนียม 2.8 หมื่นหน่วย คิดเป็น 38% ของหน่วยการโอนกรรมสิทธิ์ทั้งหมด รองลงมาเป็นทาวน์เฮาส์ 2.4 หมื่นหน่วยสัดส่วน 32% บ้านเดี่ยว 1.4 หมื่นหน่วยสัดส่วน 19% และอาคารพาณิชย์พักอาศัย 6,500 หน่วยสัดส่วน 9% ที่เหลือเป็นบ้านแฝดประมาณ 2,300 หน่วย
ทั้งนี้ จากตัวเลขโอนกรรมสิทธิ์ของศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ จะพบว่าที่อยู่อาศัยประเภทบ้านเดี่ยวและทาวน์เฮาส์มียอดโอนที่เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับครึ่งแรกของปี 2555 โดยที่ทาวน์เฮาส์มียอดโอนกรรมสิทธิ์ 6 เดือนแรกของปีที่แล้วอยู่ที่ 2.1 หมื่นหน่วยเพิ่มขึ้น 13-14%ขณะที่บ้านเดี่ยวมียอดโอน 6 เดือนแรกของปีที่แล้ว อยู่ที่ 1.2 หมื่นหน่วยเพิ่มขึ้น 11-12% แต่ยอดโอนกรรมสิทธิ์คอนโดมิเนียมกลับลดลง หากเทียบกับปีที่แล้วที่มีจำนวน 3.1 หมื่นหน่วยลดลง8-9%
นายสัมมา คีตสิน ผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูล ธนาคารอาคารสงเคราะห์ กล่าวว่าตัวเลขที่ลดลงของคอนโดมิเนียมไม่ได้ถือว่ามีนัยสำคัญมากนัก โดยอาจกล่าวได้ว่าเป็นการทรงตัวโดยยอดการโอนกรรมสิทธิ์คอนโดมิเนียม 6 เดือนแรกของปีนี้
ขณะที่นายธำรง ปัญญาสกุลวงศ์นายกสมาคมอาคารชุดไทย กล่าวว่า ยอดการโอนกรรมสิทธิ์ที่ลดลงดังกล่าว อาจไม่ใช่ตัวเลขที่มากนัก แต่ยอดขายและการโอนกรรมสิทธิ์คอนโดมิเนียมปีนี้ มีแนวโน้มลดลงจากปีที่ผ่านมา เนื่องจากตลาดดูดซับไปมากแล้ว จากในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา มีคอนโดมิเนียมทั้งเปิดใหม่และโอนกรรมสิทธิ์จำนวนมาก 5-6 หมื่นยูนิต
นอกจากนี้ กำลังซื้อในตลาดเติบโตไม่ทันกับอุปทานใหม่ที่ออกมา โดยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา มีห้องชุดใหม่เข้าสู่ตลาดกว่า 1 แสนยูนิต ซึ่งการที่ผู้ประกอบการรายใหญ่หันไปบุกหนักตลาดต่างจังหวัดสะท้อนได้ว่าตลาดคอนโดมิเนียมในกรุงเทพฯ เริ่มอิ่มตัว ทำให้คาดว่าตัวเลขปีนี้คงชะลอตัวลง
ขณะที่นายอิสระ บุญยัง ที่ปรึกษาสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรรและสมาคมอาคารชุดไทย กล่าวว่า ยอดโอนกรรมสิทธิ์คอนโดมิเนียมที่ลดลง ยังไม่ได้น่าจับตามองมากนัก เพราะลดลงไม่มาก
ที่มา: หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
รายงานจากศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ เปิดเผยว่า การโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยในครึ่งแรกปี 2556 มีประมาณ 7.6 หมื่นหน่วย เพิ่มขึ้น 4% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2555 ที่มียอดโอนกรรมสิทธิ์ประมาณ 7.4 หมื่นหน่วย
สำหรับยอดโอนกรรมสิทธิ์ใน 6 เดือนแรก แบ่งเป็นคอนโดมิเนียม 2.8 หมื่นหน่วย คิดเป็น 38% ของหน่วยการโอนกรรมสิทธิ์ทั้งหมด รองลงมาเป็นทาวน์เฮาส์ 2.4 หมื่นหน่วยสัดส่วน 32% บ้านเดี่ยว 1.4 หมื่นหน่วยสัดส่วน 19% และอาคารพาณิชย์พักอาศัย 6,500 หน่วยสัดส่วน 9% ที่เหลือเป็นบ้านแฝดประมาณ 2,300 หน่วย
ทั้งนี้ จากตัวเลขโอนกรรมสิทธิ์ของศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ จะพบว่าที่อยู่อาศัยประเภทบ้านเดี่ยวและทาวน์เฮาส์มียอดโอนที่เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับครึ่งแรกของปี 2555 โดยที่ทาวน์เฮาส์มียอดโอนกรรมสิทธิ์ 6 เดือนแรกของปีที่แล้วอยู่ที่ 2.1 หมื่นหน่วยเพิ่มขึ้น 13-14%ขณะที่บ้านเดี่ยวมียอดโอน 6 เดือนแรกของปีที่แล้ว อยู่ที่ 1.2 หมื่นหน่วยเพิ่มขึ้น 11-12% แต่ยอดโอนกรรมสิทธิ์คอนโดมิเนียมกลับลดลง หากเทียบกับปีที่แล้วที่มีจำนวน 3.1 หมื่นหน่วยลดลง8-9%
นายสัมมา คีตสิน ผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูล ธนาคารอาคารสงเคราะห์ กล่าวว่าตัวเลขที่ลดลงของคอนโดมิเนียมไม่ได้ถือว่ามีนัยสำคัญมากนัก โดยอาจกล่าวได้ว่าเป็นการทรงตัวโดยยอดการโอนกรรมสิทธิ์คอนโดมิเนียม 6 เดือนแรกของปีนี้
ขณะที่นายธำรง ปัญญาสกุลวงศ์นายกสมาคมอาคารชุดไทย กล่าวว่า ยอดการโอนกรรมสิทธิ์ที่ลดลงดังกล่าว อาจไม่ใช่ตัวเลขที่มากนัก แต่ยอดขายและการโอนกรรมสิทธิ์คอนโดมิเนียมปีนี้ มีแนวโน้มลดลงจากปีที่ผ่านมา เนื่องจากตลาดดูดซับไปมากแล้ว จากในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา มีคอนโดมิเนียมทั้งเปิดใหม่และโอนกรรมสิทธิ์จำนวนมาก 5-6 หมื่นยูนิต
นอกจากนี้ กำลังซื้อในตลาดเติบโตไม่ทันกับอุปทานใหม่ที่ออกมา โดยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา มีห้องชุดใหม่เข้าสู่ตลาดกว่า 1 แสนยูนิต ซึ่งการที่ผู้ประกอบการรายใหญ่หันไปบุกหนักตลาดต่างจังหวัดสะท้อนได้ว่าตลาดคอนโดมิเนียมในกรุงเทพฯ เริ่มอิ่มตัว ทำให้คาดว่าตัวเลขปีนี้คงชะลอตัวลง
ขณะที่นายอิสระ บุญยัง ที่ปรึกษาสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรรและสมาคมอาคารชุดไทย กล่าวว่า ยอดโอนกรรมสิทธิ์คอนโดมิเนียมที่ลดลง ยังไม่ได้น่าจับตามองมากนัก เพราะลดลงไม่มาก
ที่มา: หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
วันอาทิตย์ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2556
BMCLจ่อเซ็นเดินรถไฟฟ้าสีม่วง
กก.กลั่นกรองฯไฟเขียวราคาเหลือ 82,989 ล้าน
กรรมการกลั่นกรองฯ ยอมรับราคาที่ BMCL ลดให้อีก 320 ล้านบาท เหลือ 82,989 ล้านบาท พร้อมไฟเขียวงานเดินรถไฟฟ้าสายสีม่วง บางใหญ่-บางซื่อ วงในคาดชงครม.ได้ภายใน 2 สัปดาห์นี้ พร้อมชงเรื่องเดินรถรอยต่อบางซื่อ-เตาปูนให้ครม.เลือกเองว่าจะใช้รูปแบบ PPP Gross Cost หรือ Net Cost
รายงานข่าวจากกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.)ที่มีนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคมที่ผ่านมา ได้มีมติเห็นชอบผลการเจรจาต่อรองราคางานรถไฟฟ้าสายสีม่วงบางใหญ่-บางซื่อ สัญญาที่4สัมปทานสำหรับการลงทุนการจัดหาระบบรถไฟฟ้า การให้บริการเดินรถและซ่อมบำรุงรักษา วงเงิน 83,310 ล้านบาทซึ่งบริษัท รถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BMCL ผู้รับงานยอมลดราคาลงอีก 320 ล้านบาท เหลือ 82,989 ล้านบาท โดยเป็นการลดเฉพาะตัวรถไฟฟ้า 220 บาท ที่เหลือเป็นอัตราดอกเบี้ยที่ปรับลดลงตามราคา
“คณะกรรมการกลั่นกรองฯ เห็นชอบราคาที่ BMCL ลดให้ 320 ล้านบาท จากนั้นก็จะเสนอที่ประชุมครม. แต่คิดว่าคงเสนอไม่ทันในสัปดาห์หน้า อาจจะเป็นสัปดาห์ถัดไป” แหล่งข่าว กล่าว
ส่วนกรณีการเดินรถรอยต่อ1สถานี เตาปูน-บางซื่อ ระยะทาง1กิโลเมตรที่จะเจรจาให้ BMCL เป็นผู้รับงานด้วยนั้น กระทรวงคมนาคมจะเสนอให้ ครม. พิจารณาเองว่าจะเลือกรูปแบบใด ระหว่าง 2 รูปแบบ คือ แบบรัฐและเอกชนลงทุนร่วมกัน(Public private Partnership : PPP)ประเภทGross Cost เช่นเดียวกับสายสีม่วง บางใหญ่-บางซื่อ คือรัฐลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน และจัดเก็บค่าโดยสาร โดยให้เอกชนลงทุนระบบรถไฟฟ้า ทำหน้าที่เดินรถ แล้วจ่ายเป็นเงินค่าจ้างแบบกำหนดราคาคงที่กับแบบ PPP ประเภท Net Cost Concession (NC) คือรัฐบาลเป็นผู้ลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน ส่วนเอกชนจะได้รับสิทธิในการรับสัมปทาน เก็บค่าโดยสารและแบ่งส่วนแบ่งรายได้ให้รัฐ เช่นเดียวกับสัญญาสัมปทานเดินรถสายเฉลิมรัชมงคลเนื่องจากลักษณะทางกายภาพของ โครงสร้างจะต่อเชื่อมกับสายเฉลิมรัชมงคล มากกว่าสายสีม่วง และสะดวกต่อการคิดค่าโดยสาร เนื่องจาก รฟม.ระบุว่า จะเดินรถในรูปแบบใดก็ได้ใน 2 รูปแบบ เพราะ รฟม.มีแนวคิดไม่เก็บค่าโดยสารเพิ่มช่วง 1 สถานีนี้อยู่แล้ว
แหล่งข่าวกล่าวเพิ่มเติมถึงโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีเขียว หมอชิต-สะพานใหม่-คูคต วงเงิน 58,000 ล้านบาท และสายสีชมพู แคราย-ปากเกร็ด-มีนบุรี วงเงิน 58,642 ล้านบาทว่า ล่าสุด รฟม.ได้ปรับปรุงรายละเอียดสายสีชมพูเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ส่วนสายสีเขียวมีความพร้อม จึงเชื่อว่าจะสามารถเสนอทั้ง 2 สายทางต่อที่ประชุม ครม.ได้ภายในเดือนสิงหาคมนี้ เพื่อเปิดประกวดราคา
ก่อนหน้านี้ นายจุฬา สุขมานพ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) เปิดเผยถึงโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีชมพู แคราย -ปากเกร็ด-มีนบุรีว่า เหตุที่มีความล่าช้าในการนำส่งครม. เป็นเพราะ รฟม. ขอขยายวงเงินเพิ่มเนื่องจากต้องการขยายพื้นที่ศูนย์ซ่อมบำรุงจากเดิม 80 ไร่ เป็น 200 ไร่ซึ่ง สนข.พิจารณาแล้วเห็นว่ามีเหตุผลรองรับ เพราะ รฟม.ต้องการขยายพื้นที่เพื่อเชื่อม 2 ถนน คือ ถนนร่มเกล้ากับถนนรามคำแหง
ขณะเดียวกัน รฟม.ยังขอเปิดประกวดราคา โดยใช้รูปแบบออกแบบพร้อมก่อสร้าง (Design & Built) เนื่องจากสายสีชมพู เป็นระบบรถไฟฟ้ารางเดี่ยว (Mono Rail) ซึ่งแตกต่างจากโครงการรถไฟฟ้าสายอื่นๆ ของ รฟม. ดังนั้นผู้รับงาน 1 รายจะต้องรับผิดชอบทั้งเรื่องระบบ ตัวรถ และงานโยธา เพื่อความรวดเร็วและประหยัดค่าก่อสร้าง ซึ่งการก่อสร้างแบบ Design & Built จะมีขั้นตอนทางกฎหมายเพราะค่าก่อสร้างสูงกว่าการออกแบบก่อนก่อสร้าง (Detail Design) โดย รฟม.ต้องส่งหนังสือแสดงรายละเอียดและเหตุผลไปยังสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) สำนักงบประมาณและกระทรวงการคลังตรวจสอบ ก่อนนำส่งให้ ครม.พิจารณา
นอกจากนี้ รฟม.ยังขอเพิ่มงานก่อสร้างสถานีสายสีชมพูอีก 8 สถานี จากเดิม 20 สถานี โดยเป็นการย่อยสถานีให้มากขึ้นตามแนวสายทางเดิม ซึ่งมี 2 ช่วง คือ ระหว่างรามอินทราไปมีนบุรี และบริเวณถนนแจ้งวัฒนะ จึงต้องมีการแก้ไขรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (EIA) เพิ่มเติม แต่ใช้เวลาไม่นาน
ที่มา : หนังสือพิมพ์ข่าวหุ้น
กรรมการกลั่นกรองฯ ยอมรับราคาที่ BMCL ลดให้อีก 320 ล้านบาท เหลือ 82,989 ล้านบาท พร้อมไฟเขียวงานเดินรถไฟฟ้าสายสีม่วง บางใหญ่-บางซื่อ วงในคาดชงครม.ได้ภายใน 2 สัปดาห์นี้ พร้อมชงเรื่องเดินรถรอยต่อบางซื่อ-เตาปูนให้ครม.เลือกเองว่าจะใช้รูปแบบ PPP Gross Cost หรือ Net Cost
รายงานข่าวจากกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.)ที่มีนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคมที่ผ่านมา ได้มีมติเห็นชอบผลการเจรจาต่อรองราคางานรถไฟฟ้าสายสีม่วงบางใหญ่-บางซื่อ สัญญาที่4สัมปทานสำหรับการลงทุนการจัดหาระบบรถไฟฟ้า การให้บริการเดินรถและซ่อมบำรุงรักษา วงเงิน 83,310 ล้านบาทซึ่งบริษัท รถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BMCL ผู้รับงานยอมลดราคาลงอีก 320 ล้านบาท เหลือ 82,989 ล้านบาท โดยเป็นการลดเฉพาะตัวรถไฟฟ้า 220 บาท ที่เหลือเป็นอัตราดอกเบี้ยที่ปรับลดลงตามราคา
“คณะกรรมการกลั่นกรองฯ เห็นชอบราคาที่ BMCL ลดให้ 320 ล้านบาท จากนั้นก็จะเสนอที่ประชุมครม. แต่คิดว่าคงเสนอไม่ทันในสัปดาห์หน้า อาจจะเป็นสัปดาห์ถัดไป” แหล่งข่าว กล่าว
ส่วนกรณีการเดินรถรอยต่อ1สถานี เตาปูน-บางซื่อ ระยะทาง1กิโลเมตรที่จะเจรจาให้ BMCL เป็นผู้รับงานด้วยนั้น กระทรวงคมนาคมจะเสนอให้ ครม. พิจารณาเองว่าจะเลือกรูปแบบใด ระหว่าง 2 รูปแบบ คือ แบบรัฐและเอกชนลงทุนร่วมกัน(Public private Partnership : PPP)ประเภทGross Cost เช่นเดียวกับสายสีม่วง บางใหญ่-บางซื่อ คือรัฐลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน และจัดเก็บค่าโดยสาร โดยให้เอกชนลงทุนระบบรถไฟฟ้า ทำหน้าที่เดินรถ แล้วจ่ายเป็นเงินค่าจ้างแบบกำหนดราคาคงที่กับแบบ PPP ประเภท Net Cost Concession (NC) คือรัฐบาลเป็นผู้ลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน ส่วนเอกชนจะได้รับสิทธิในการรับสัมปทาน เก็บค่าโดยสารและแบ่งส่วนแบ่งรายได้ให้รัฐ เช่นเดียวกับสัญญาสัมปทานเดินรถสายเฉลิมรัชมงคลเนื่องจากลักษณะทางกายภาพของ โครงสร้างจะต่อเชื่อมกับสายเฉลิมรัชมงคล มากกว่าสายสีม่วง และสะดวกต่อการคิดค่าโดยสาร เนื่องจาก รฟม.ระบุว่า จะเดินรถในรูปแบบใดก็ได้ใน 2 รูปแบบ เพราะ รฟม.มีแนวคิดไม่เก็บค่าโดยสารเพิ่มช่วง 1 สถานีนี้อยู่แล้ว
แหล่งข่าวกล่าวเพิ่มเติมถึงโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีเขียว หมอชิต-สะพานใหม่-คูคต วงเงิน 58,000 ล้านบาท และสายสีชมพู แคราย-ปากเกร็ด-มีนบุรี วงเงิน 58,642 ล้านบาทว่า ล่าสุด รฟม.ได้ปรับปรุงรายละเอียดสายสีชมพูเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ส่วนสายสีเขียวมีความพร้อม จึงเชื่อว่าจะสามารถเสนอทั้ง 2 สายทางต่อที่ประชุม ครม.ได้ภายในเดือนสิงหาคมนี้ เพื่อเปิดประกวดราคา
ก่อนหน้านี้ นายจุฬา สุขมานพ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) เปิดเผยถึงโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีชมพู แคราย -ปากเกร็ด-มีนบุรีว่า เหตุที่มีความล่าช้าในการนำส่งครม. เป็นเพราะ รฟม. ขอขยายวงเงินเพิ่มเนื่องจากต้องการขยายพื้นที่ศูนย์ซ่อมบำรุงจากเดิม 80 ไร่ เป็น 200 ไร่ซึ่ง สนข.พิจารณาแล้วเห็นว่ามีเหตุผลรองรับ เพราะ รฟม.ต้องการขยายพื้นที่เพื่อเชื่อม 2 ถนน คือ ถนนร่มเกล้ากับถนนรามคำแหง
ขณะเดียวกัน รฟม.ยังขอเปิดประกวดราคา โดยใช้รูปแบบออกแบบพร้อมก่อสร้าง (Design & Built) เนื่องจากสายสีชมพู เป็นระบบรถไฟฟ้ารางเดี่ยว (Mono Rail) ซึ่งแตกต่างจากโครงการรถไฟฟ้าสายอื่นๆ ของ รฟม. ดังนั้นผู้รับงาน 1 รายจะต้องรับผิดชอบทั้งเรื่องระบบ ตัวรถ และงานโยธา เพื่อความรวดเร็วและประหยัดค่าก่อสร้าง ซึ่งการก่อสร้างแบบ Design & Built จะมีขั้นตอนทางกฎหมายเพราะค่าก่อสร้างสูงกว่าการออกแบบก่อนก่อสร้าง (Detail Design) โดย รฟม.ต้องส่งหนังสือแสดงรายละเอียดและเหตุผลไปยังสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) สำนักงบประมาณและกระทรวงการคลังตรวจสอบ ก่อนนำส่งให้ ครม.พิจารณา
นอกจากนี้ รฟม.ยังขอเพิ่มงานก่อสร้างสถานีสายสีชมพูอีก 8 สถานี จากเดิม 20 สถานี โดยเป็นการย่อยสถานีให้มากขึ้นตามแนวสายทางเดิม ซึ่งมี 2 ช่วง คือ ระหว่างรามอินทราไปมีนบุรี และบริเวณถนนแจ้งวัฒนะ จึงต้องมีการแก้ไขรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (EIA) เพิ่มเติม แต่ใช้เวลาไม่นาน
ที่มา : หนังสือพิมพ์ข่าวหุ้น
โยธาฯเสวนาแจงแผนพัฒนา"ปากน้ำ"
สมุทรปราการ - นายวิญญู หมั่นการ หัวหน้าสำนักงานโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดสมุทรปราการ เปิดเผยว่า สำนักงานโยธาธิการฯ ได้กำหนดจัดกิจกรรมการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ "โครงการพัฒนาเมืองโดยการจัดรูปที่ดิน เพื่อพัฒนาพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการ" ขึ้นวันที่ 15 ส.ค.นี้ ที่โรงแรมเดอะ คัลเลอร์ ลิฟวิ่ง ถ.เทพารักษ์ เพื่อเสริมสร้างความรู้และพัฒนาแนวคิดด้านการพัฒนาเมืองให้กับผู้บริหาร ผู้ปฏิบัติงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น นำไปจัดทำแผนงานและโครงการพัฒนาพื้นที่จังหวัดอย่างเป็นรูปธรรมและมีประสิทธิภาพ ทำให้เมืองพัฒนาอย่างเป็นระบบ
"การพัฒนาเมืองต้องสอดคล้องกับนโยบายและทิศทางการลงทุนในพื้นที่ตลอดจนอนุรักษ์และพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งส่งเสริมให้เกิดการจัดระเบียบเมืองเรื่องแปลงที่ดิน พัฒนาที่อยู่อาศัย แหล่งธุรกิจ อุตสาหกรรมและเกษตรกรรม ตามผังเมืองอย่างเป็นระบบ" นายวิญญูกล่าว
ที่มา: http://www.matichon.co.th/khaosod
"การพัฒนาเมืองต้องสอดคล้องกับนโยบายและทิศทางการลงทุนในพื้นที่ตลอดจนอนุรักษ์และพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งส่งเสริมให้เกิดการจัดระเบียบเมืองเรื่องแปลงที่ดิน พัฒนาที่อยู่อาศัย แหล่งธุรกิจ อุตสาหกรรมและเกษตรกรรม ตามผังเมืองอย่างเป็นระบบ" นายวิญญูกล่าว
ที่มา: http://www.matichon.co.th/khaosod
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)