วันพุธที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2556

QHผุด15โครงการปีหน้าเน้นเจาะตลาดระดับกลาง-ล่าง

นายรัตน์ พานิชพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท ควอลิตี้ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) หรือ QH เปิดเผยว่า บริษัทวาง แผน เบื้องต้นที่จะ เปิด โครง การ ใหม่ ในปี 2557  ประมาณ 15 โครง การ มูลค่าโครงการรวมประมาณ 11,100 ล้านบาท ขณะที่ในช่วงครึ่งปีหลัง 2556 บริษัทจะเปิดตัวโครงการใหม่ 11 โครงการ มูลค่าโครงการรวม 6,437 ล้านบาท และเมื่อรวม โครง การ ใหม่ใน ปี 2556 นี้กับปี 2557 จะมี ทั้งหมด 36  โครง การ มูลค่าโครงการรวมประมาณ 33,400 ล้านบาท ซึ่งจะส่งผลต่อรายได้ ในอีก 2-3 ปีข้างหน้า

ทั้งนี้หลังจากที่บริษัทหันมาทำตลาดกลาง-ล่างมากขึ้น ส่งผลให้ขณะนี้สัดส่วนรายได้ของบริษัทแบ่งเป็น กลุ่มระดับบน 26% กลุ่มระดับกลาง 45% และกลุ่มระดับล่าง 28% คาดว่าสัดส่วนราย ได้ ในอีก 2-3 ปีข้างหน้า จะมี การ เพิ่มสัดส่วนราย ได้ของบ้านราคาระดับล่าง ใน แบรนด์ "กัส โต้" และ "เดอะทรัสต์" เพิ่ม เป็น 35-40%  เนื่องจากตลาดยังมี ความต้อง การกลุ่มบ้านราคาระดับล่างค่อนข้างมาก  ทำ ให้ เป็น โอกาสที่ดี ใน การ เข้า ไป เน้นกลุ่มลูกค้าดังกล่าว ขณะที่ กลุ่มระดับกลางจะอยู่ที่ 40% และกลุ่มระดับบน 20%

สำหรับในช่วงต้นปี 2556 บริษัทมีการปรับราคาบ้านขึ้นไป 8% เพื่อให้สอดคล้องกับต้นทุนวัสดุก่อสร้าง และค่า แรงงานที่เพิ่มขึ้น ขณะที่งบประมาณใน การซื้อที่ดิน ในปี 2556 วาง ไว้ที่ 3,000 ล้านบาท ใช้ ไป แล้ว ในครึ่งปี แรก 2556 ที่ผ่านมา 2,000 ล้านบาท  เหลืออีก 1,000 ล้านบาท จะนำ ไปซื้อที่ดิน เพิ่ม เติมอีกประมาณ 4 แปลง เพื่อพัฒนาโครงการใหม่

อย่างไรก็ตามแนว โน้ม ในครึ่งปีหลัง 2556 ราย ได้จะสูงกว่าครึ่งปี แรก 2556 ซึ่งมีราย ได้อยู่ที่ 10,100 ล้านบาท  ส่วน ใหญ่มาจาก การ โอน โครง การบ้านเดี่ยว  และคอน โดมิ เนียม 8,800 ล้านบาท ขณะที่บริษัทมียอดที่จะทยอยรับรู้ราย ได้จน ถึงปี 2558 อยู่ที่ประมาณ 10,500 ล้านบาท  ซึ่งจะทยอยรับรู้ราย ได้ ในครึ่งปีหลัง 2556 ประมาณ 3,700 ล้านบาท ปี 2557 ประมาณ 3,300 ล้านบาท และปี 2558 ประมาณ 3,500 ล้านบาท

นายรัตน์กล่าวว่า บริษัทคาดว่าอัตรากำ ไรสุทธิ ในปี 2556 จะ เพิ่มขึ้น เป็น 16% จากปี 2555 อยู่ที่ 10%  จาก การปรับราคาบ้านขึ้น  ประกอบกับ การทยอยรับรู้ราย ได้ โครง การคอน โดมิ เนียมที่ เพิ่มขึ้น  ในปี 2556 ขณะที่อัตรากำ ไรขั้นต้นจะ เพิ่ม เป็นกว่า 32% จากปี 2555 อยู่ที่ 31% ส่วนเป้าหมายรายได้รวมปี 2556 วางไว้ที่ 18,000 ล้านบาท

ที่มา: หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ไฮสปีดเทรนปั่นที่ดินโคราชพุ่ง80ล้าน/ไร่

ที่ดินเมืองย่าโมร้อนฉ่า วิ่งแซงหน้าไฮสปีดเทรน –มอเตอร์เวย์บางปะอิน-โคราช ล่าช้ารอเงินกู้ 2ล้านล้าน ล่าสุดราคาพุ่งพรวด3 เท่าติดถนนมิตรภาพ ปากช่องตร.ว.ละแสน ธนะรัชต์ไร่ละ10ล้าน

ถนนบายพาส ทำเลทองไร่ละ 3 ล้านจากเดิมไร่ละ 1 ล้านจับตาตอกเข็มรถไฟเมื่อไหร่ ธนะรัชต์ พุ่งจากไร่ละ 10 ล้านเป็น30 ล้าน มิตรภาพจากไร่ละ 40 ล้านเป็น 80 ล้านแน่ ด้านบิ๊กแบรนด์อสังหาฯ กว้านซื้อลุยโครงการดักหน้า แสนสิริ แลนด์แอนด์เฮ้าส์ พฤกษา

จากกรณีที่รัฐบาลมีนโยบายสร้างรถไฟความเร็วสูงหรือไฮสปีดเทรนสายกรุงเทพฯ-นครราชสีมา ระยะแรก และนคราชสีมา-หนองคายระยะต่อไปนั้น รวมถึงโครงการมอเตอร์เวย์ (บางปะอิน-โคราช) รถไฟทางคู่ ล่าสุดพบว่ามีความเคลื่อนไหวของราคาที่ดินในพื้นที่ขยับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องรวมถึงบริษัทพัฒนาที่ดินต่างชิงพื้นที่ทำเลทองขึ้นโครงการบ้าน-คอนโดมิเนียมดักกำลังซื้ออย่างต่อเนื่อง

ไฮสปีดฯบูมปากช่อง

ต่อเรื่องนี้ นายกฤช หิรัญกิต ประธานที่ปรึกษาสมาคมอสังหาริมทรัพย์จังหวัดนครราชสีมา เปิดเผย"ฐานเศรษฐกิจ" ว่าขณะนี้ราคาที่ดินขยับขึ้นอย่างต่อเนื่องหลายเท่าตัว จากกระแสของรถไฟความเร็วสูงจะมาลงและโครงการก่อสร้างมอเตอร์เวย์ สายบางปะอิน-โคราช ส่งผลมีนักลงทุนต่างถิ่นโดยเฉพาะส่วนกลางเข้ามาลงทุน เข้ามายึดหัวหาดกว้านซื้อที่ดินที่รถไฟฟ้าพาดผ่านในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมากันอย่างคึกคัก ส่งผลให้ความเคลื่อนไหวของราคาที่ดินวิ่งแซงหน้าโครงการดังกล่าว ที่มีความล่าช้าจากแผน โดยเฉพาะบริเวณถนนมิตรภาพที่ขยับพุ่งอย่างน่าตกใจและไม่สามารถหาซื้อพัฒนาโครงการได้ เนื่องจากราคาสูงเกินจริง

เช่นเดียวกันบริเวณเขาใหญ่ที่วันนี้มีโครงการบ้านพักตากอากาศเกิดขึ้นจำนวนมากเพื่อรองรับโครงการลงทุนภาครัฐ ซึ่งมีทั้งบ้านจัดสรรและคอนโดมิเนียมเปิดตัวอย่างต่อเนื่อง โดยที่ล่าสุดผังเมืองเขาใหญ่ที่กรมโยธาธิการและผังเมือง ยอมปรับให้สามารถขึ้นคอนโดมิเนียมรูปแบบโลว์ไรส์ได้หรือคอนโดมิเนียมสูงไม่เกิน 8 ชั้น จากร่างเดิมกำหนดให้เป็นแนวราบเท่านั้น ยิ่งทำให้การลงทุนธุรกิจอสังหาฯโดยเฉพาะแนวสูงมีมากขึ้น

อย่างไรก็ดีพบว่านครราชสีมา เริ่มมีคอนโดมิเนียมเกิดขึ้นมาก โดยในปี 2556 นี้มีจำนวนกว่า 3-4 พันหน่วยเทียบจากปี2555 มีเพียงโครงการเดียวคือแผ่นดินทอง 100 หน่วย ส่วนแนวราบเริ่มมีมากขึ้นปี 2556 มีจำนวน 8พัน-1หมื่นหน่วย ปี2555 มี 6-7พันหน่วย ทั้งนี้เศรษฐกิจจังหวัดนครราชสีมาถือว่าบูมมาก แต่ก็มีการส่งสัญญาณเตือนเช่นกันเพราะเกรงว่าจะเกิดโอเวอร์ซัพพลาย

"แสนสิริ" ตุนเพียบนอกเมืองในเมือง

นายกฤช กล่าวย้ำว่า แม้ราคาที่ดินบนทำเลต่างๆจะสูงขึ้นโดยเฉพาะถนนมิตรภาพในเขตเมืองหรือเขตอำเภอเมืองแต่วันนี้ทำเลแห่งนี้ยังเป็นที่หมายปองของกลุ่มทุนอสังหาฯกรุงเทพฯ โดยล่าสุดพบว่าบริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ได้ซื้ออาคารพาณิชย์เก่าติดถนนมิตรภาพจำนวน 7 คูหาข้างราชายนต์เพื่อเป็นทางเข้า-ออกขณะที่ที่ดินที่พัฒนาด้านในแถวบิ๊กซีเนื้อที่ 6ไร่ ที่จะเปิดตัวปลายปี2556 ภายใต้ชื่อเดอะเบส จำนวน800 หน่วย สูง 32 ชั้น ขณะเดียวกันบมจ.แสนสิริยังสนใจมองหาที่ดินในเมืองอีกหลายแปลงในเขตเมือง รวมถึงทำเลที่เขาใหญ่ ที่กำลังบูมขณะนี้

ทั้งนี้ได้รับทราบจากสำนักงานที่ดินจังหวัดนครราชสีมา ที่ระบุว่า บมจ.แสนสิริ ได้เจรจาซื้อที่ดินจำนวน 200-300ไร่ ทำเลตำบลหนองบัวศาลาถนนของทางหลวงชนบท ซึ่งติดกับถนนวงแหวนและสามารถวิ่งออกไปยังตำบลจอหอมุ่งหน้าตรงไปยังขอนแก่นได้ ซึ่งประเมินว่า บมจ.แสนสิริให้ความสนใจเข้ามาลงทุนในพื้นที่โคราชอย่างมากโดยเฉพาะคอนโดมิเนียมทั้งรองรับการเจริญเติบโตของเมือง รถไฟความเร็วสูง มอเตอร์เวย์และการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือเออีซีในปี 2558

โฮมโปร-แลนด์-พฤกษายึด"บายพาส"

นอกจากนี้ยังมีนักพัฒนาที่ดินในพื้นที่และจากส่วนกลางค่ายใหญ่ๆ อีกหลายราย ได้เข้ามาลงทุนเปิดโครงการประเภทต่างๆ ยกตัวอย่างทำเลฮอตบริเวณถนนบายพาส สายโคราช-ขอนแก่นหรือถนนเลี่ยงเมืองมิตรภาพ-ขอนแก่น วันนี้ราคาที่ดินเฉลี่ยไร่ละ 3 ล้านบาทจากเดิมไร่ละ 1 ล้านบาท เมื่อ 5 ปีที่ผ่านมาหรือประมาณปี 2551 และสำหรับนักลงทุนที่จะมองหาที่ดินเชื่อว่าจะไม่สามารถซื้อได้ เพราะราคาแพงขึ้นเรื่อยๆ หากช่วงนี้บอกราคาขายไร่ละ 3 ล้านบาท เมื่อมีนายทุนใหม่เข้ามา บรรดานายหน้าและเจ้าของที่ดินจะบวกราคาขายเพิ่มขึ้นไปอีกไม่ต่ำกว่า 5 หมื่น-1แสนบาทต่อไร่ จากราคาเดิม 3 ล้านบาทต่อไร่ หรือ อาจจะบอกราคาสูงถึง 4 ล้านบาทต่อไร่ก็ได้

ทั้งนี้เนื่องจากบริเวณนี้ถนนบายพาส(โคราช-ขอนแก่น) จะมีรถไฟความเร็วสูงสายกรุงเทพฯ-โคราชผ่าน ซึ่งจะ เชื่อมผ่านไปขอนแก่น-หนองคาย และมอเตอร์เวย์สายบางปะอิน-โคราชซึ่งเป็นจุดสิ้นสุดโครงการ หรือปลายทางจะอยู่ที่ ฝั่งตรงข้ามโฮมโปร ใกล้กับศาลปกครอง บริเวณเทศบาลตำบลบ้านใหม่และตำบลโคกกรวด อำเภอสูงเนิน ส่งผลให้ มีโครงการบ้านจัดสรรเกิดขึ้นทำเลดังกล่าวมากและถือว่าเป็นทำเลทองในอนาคต

อย่างไรก็ดีถนนบายพาสจะมีโชว์รูมโฮมโปรเกิดขึ้นและบริษัทพัฒนาที่ดินกว้านซื้อที่ดินพัฒนาโครงการบ้านจัดสรรเช่นบริษัทแลนด์แอนด์เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) ซื้อที่ดิน 100ไร่ และอยู่ระหว่างพัฒนาโครงการบ้านจัดสรรประกอบด้วยบ้านเดี่ยวราคา 4 ล้านบาท ขณะที่ทาวน์โฮมราคา 2-3 ล้านบาท บมจ.พฤกษา ซื้อที่ดินบริเวณเยื้องศาลปกครองเช่นกัน ส่วนศุภาลัยได้เคยมาดูที่ดินที่โคราชแต่ไม่สามารถหาซื้อได้ ซึ่งที่ผ่านมา ได้พลาดโอกาสซื้อคลังพลาซ่า เพราะเจ้าอื่นได้ไป แต่อนาคตเชื่อว่าค่ายใหญ่ในกทม.จะเข้ามาในพื้นที่โคราชมากขึ้น

มิตรภาพพุ่ง40ล.ตอกเข็มทะลุ 80ล./ไร่

ประธานที่ปรึกษาสมาคมอสังหาริมทรัพย์จังหวัดนครราชสีมา กล่าวอีกว่า สำหรับราคาที่ดินที่ขยับขึ้นรายวัน คือบริเวณถนนมิตรภาพ ที่เวลานี้หาซื้อไม่ได้แล้ว เนื่องจากมีการจับจองและกว้านซื้อมาก่อนหน้านี้โดยเฉพาะติดถนนมิตรภาพตกตารางวาละ 1 แสนบาท หรือไร่ละ 40 ล้านบาท ซึ่งถือว่าสูงที่สุดในโคราชโดยเฉพาะทำเลที่อยู่ในเมืองหรือเขตอำเภอเมืองและหากรถไฟความเร็วสูงเกิดขึ้น และเริ่มตอกเสาเข็มคาดว่าราคาจะขยับขึ้นอีกเท่าตัวคือตารางวาละ 2 แสนบาทหรือไร่ละ 80ล้านบาท เมื่อเทียบกับ 5 ปีที่ผ่านมาหรือประมาณปี 2551 ราคาที่ดินทำเลเดียวกันบนถนนมิตรภาพ ราคาเพียง 5 หมื่นบาทต่อตารางวาเท่านั้น ถัดเข้าไปในซอยระยะ 800 เมตร ห่างจากถนนมิตรภาพราคาที่ดินถือว่าแพงอยู่ที่ 4-5 หมื่นบาทต่อตารางวา หรือ 20 ล้านบาทต่อไร่และหากมีการตอกเข็มราคาจะขยับไปที่ตารางวาละ 1 แสนบาท

เช่นเดียวกับบริเวณถนนธนะรัชต์ ปัจจุบันราคาขายสูงถึงไร่ละ10 ล้านบาท ซึ่งราคาจะขยับขึ้นอย่างต่อเนื่อง เมื่อทราบว่า รถไฟความเร็วสูงมาและมีเอกชนเข้าไปลงทุนในเขาใหญ่กันมาก อย่างไรก็ดี ช่วงปี 2555 ราคาอยู่ที่ 5-8 ล้านบาทต่อไร่หากย้อนไปอีก 5 ปีที่ผ่านมาหรือประมาณปี 2551 ราคาเพียงไร่ละ3ล้านบาทเท่านั้นราคาขยับสูงหลายเท่า และหากมีการตอกเข็มรถไฟความเร็วสูงเมื่อไหร่เชื่อว่าราคาที่ดินติดถนนธนะรัชต์จะขยับขึ้นไม่ต่ำกว่าไร่ละ 20-30 ล้านบาทอย่างแน่นอนหรือ 2-3 เท่าจากปัจจุบัน

ปักธงเมืองใหม่รับกลุ่มทุน

นอกจากนี้จากแนวคิดของรัฐบาลที่จะจัดทำเมืองใหม่บริเวณตำบลหนองสาหร่าย อำเภอปากช่อง ซึ่งจะทำให้โซนนี้คึกคักมากในอนาคต แต่ประเมินว่าทำเลดังกล่าวจะติดเขาใหญ่เขตอุทยานมากซึ่งเป็นทำเลที่นักการเมือง เศรษฐีเข้ามาซื้อที่ดินทำบ้านพักตากอากาศกันมาก ขณะเดียวกันที่ดินหนองสาหร่าย ส่วนใหญ่จะทำการเกษตรโดยมีนายทุนที่ซื้อเก็บไว้หลายหมื่นไร่ และเชื่อว่า หากเกิดเมืองใหม่ทำเลนี้จริงจะส่งผลให้ที่ดินรอบๆเมืองใหญ่ซึ่งเป็นของนายทุนที่ซื้อทิ้งไว้จะได้อานิสงส์โดยราคาที่ดินปัจจุบัน ราคา 1 ล้านบาท และหากตอกเสาเข็มรถไฟฟ้าและสร้างเมืองใหม่ ราคาจะขยับขึ้นถึงกว่า 2 ล้านบาทต่อไร่ และหากเทียบจาก 5 ปีที่ผ่านมาหรือประมาณปี 2551 ราคาที่ดินอยู่ที่ 3-4 แสนบาทต่อไร่ อย่างไรก็ดีไม่เห็นด้วยที่จะใช้ที่หนองสาหร่ายสร้างเมืองใหม่ ในทางกลับกันคนโคราชต้องการ บูมเฉพาะปากช่องโดยตรงไปเลย เพราะปัจจุบันมีความเจริญมากและต้องการให้เจริญเพียงจุดเดียวไม่เช่นนั้นโคราชจะแออัดเกินไปจนไม่เป็นธรรมชาติ

เมืองใหม่ต้องรับกับผู้โดยสาร

ต่อเรื่องนี้นายมณฑล สุดประเสริฐ อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมืองกล่าวว่าได้เสนอความเห็นตำแหน่งสถานี เป็นที่ราชพัสดุแปลงเดียว 4-5 พันไร่โดยไม่ต้องเวนคืน ตำบลหนองสาหร่าย เมื่อมีสถานีรถไฟ มีชุมชนเกิดขึ้นและการเดินทางจากกรุงเทพฯ สู่โคราช ใช้เวลาไม่มาก ที่สำคัญยังกระจายความเจริญสู่ภูมิภาคเมื่อมีเมืองใหม่โอกาสเกิดตั้งถิ่นฐานใหม่ก็เกิดขึ้นและจะส่งผลให้ราคาที่ดินขยับขึ้นและก่อให้เกิดความเจริญโดยหลักเสนอความเห็นไปสนข.อาจจะไม่เห็นด้วยขณะที่สนข.มองถึงจำนวนผู้โดยสารที่จะมาใช้บริการที่ตัวสถานี ดังนั้น ที่ตั้งสถานีจึงมีส่วนสำคัญที่จะทำอย่างไรจึงจะสามารถรองรับและเข้าถึงประชาชนที่จะเดินทางได้อย่างสะดวก แต่ที่หนองสาหร่ายที่ตั้งเมืองใหม่อาจจะห่างจากสถานีเดิมที่สนข.กำหนดไว้พอสมควร

สนข.ลั่นตอกเข็มปลายปี58

แหล่งข่าวจาก สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) กล่าวว่า จากการศึกษาแนวเส้นทางรถไฟความเร็วสูงที่เหมาะสมของสายกรุงเทพฯ-หนองคาย แบ่งออกเป็น 2 ช่วง ได้แก่ ช่วงที่ 1 แนวเส้นทาง สถานีชุมชนทางบ้านภาชี-นครราชสีมา รวมระยะทาง 169.5 กิโลเมตร ประกอบไปด้วย สถานีอยุธยา สถานีสระบุรี สถานีปากช่อง และสถานีนครราชสีมา ซึ่งจากการจัดประชุมการมีส่วนร่วมของประชาชนครั้งแรก พบว่าประชาชนชาวนครราชสีมา 85% เห็นด้วย ซึ่งช่วงที่ 1 จะมีการประมูลในปี 2557 คาดว่าจะตอกเสาเข็มหรือลงมือก่อสร้างได้ประมาณปลายปี 2558 ถึงต้นปี 2559 และจะแล้วเสร็จพร้อมเปิดใช้เส้นทางในปี 2562 ส่วนช่วงที่ 2 คือแนวเส้นทางที่ต่อจากนครราชสีมาไปสิ้นสุดถึงหนองคาย รวมระยะทาง 355.1 กิโลเมตร ประกอบไปด้วย สถานีขอนแก่น สถานีอุดรธานี และสถานีหนองคาย ช่วงที่ 2 นี้คาดว่าจะเปิดให้บริการในปี 2564

ที่มา : หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 33 ฉบับที่ 2,870 วันที่ 15 -17 สิงหาคม พ.ศ. 2556

คอลัมน์: PROPERTY FOCUS: เจาะแนวโน้มราคาคอนโดฯ-บ้านเดี่ยว-ทาวน์เฮาส์ ปี 56

พีรพัฒน์ วงศ์บุตร

เจาะดัชนีราคาคอนโดมิเนียม บ้านเดี่ยว และทาวน์เฮาส์ครึ่งแรก ปี 2556 ชี้คอนโดฯ ราคาเปลี่ยนแปลงมากที่สุด เพิ่มขึ้นร้อยละ 7.2 บ้านจัดสรร เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.1 ทาวน์เฮาส์ เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.9

ข้อมูลจากศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ที่จัดทำดัชนีราคาคอนโดฯ โดยเป็นประมวลผลจากการสำรวจโครงการคอนโดฯ ในพื้นที่กรุงเทพฯ จังหวัดเดียว ส่วนราคาบ้านเดี่ยว และราคาทาวน์เฮาส์เป็นการประมวลผลจากการสำรวจในพื้นที่กรุงเทพฯ และ 3 จังหวัดปริมณฑล ได้แก่ นนทบุรี ปทุมธานี และสมุทรปราการ โดยดัชนีราคาคอนโดฯ รวมทุกระดับราคา สำหรับครึ่งแรกของปี 2556 มีค่าดัชนีเท่ากับ 123.9 ปรับเพิ่มขึ้น ร้อยละ 7.2 เมื่อเทียบกับครึ่งแรกปี 2555 โดยเมื่อแยกพิจารณาในแต่ละช่วงราคาพบว่า คอนโดฯ ที่มีระดับราคาต่ำกว่า 50,000 บาท/ตร.ม. มีค่าดัชนีเท่ากับ 129.5 ปรับเพิ่มขึ้นร้อยละ 8.1 เมื่อเทียบกับครึ่งแรก ปี 2555 ส่วนคอนโดฯ ที่มีระดับ 50,000-79,999 บาท/ตร.ม. มีค่าดัชนีเท่ากับ 123.5 ปรับเพิ่มขึ้นร้อยละ 7.2 เมื่อเทียบกับครึ่งแรก ปี 2555

ส่วนคอนโดฯที่มีระดับราคาตั้งแต่ 80,000 บาท/ตร.ม. ขึ้นไป มีค่าดัชนีเท่ากับ 110.8 ปรับเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.5 โดยสรุปคอนโดฯระดับราคาต่ำกว่า 50,000 บาท/ตร.ม. มีการปรับราคาเพิ่มขึ้นมากว่าคอนโดฯ ในระดับราคาอื่นๆ โดยเขตที่มีการปรับราคาเพิ่มขึ้นมาก ได้แก่ เขตวังทองหลาง (ถนนรามคำแหง) เขตคันนายาว (ถนนรามอินทรา) เขตประเวศ (ถนนศรีนครินทร์) เขตห้วยขวาง (ในซอยลึกเข้าไปจากถนนลาดพร้าว) ทั้งนี้คอนโดฯ ระดับราคา 50,000-79,999 บาท/ตรม. เขตที่มีการปรับราคาเพิ่มขึ้นมากได้แก่เขตห้วยขวาง (ถนนรัชดาภิเษก) เขตดินแดง (ถนนรัชดาภิเษก) เขตจตุจักร เขตบางกะปิ (ถนนรามคำแหง และราษฎร์บูรณะ ส่วนคอนโดฯระดับราคาสูงกว่า 80,000 บาท/ตร.ม. ปรับราคาเพิ่มขึ้นมาก ได้แก่ เขตปทุมวัน เขตราชเทวี เขตวัฒนา เขตพระโขนง และเขตสาทร

สำหรับดัชนีบ้านเดี่ยว ในกรุงเทพฯ และ 3 จังหวัดปริมณฑล มีค่าดัชนีเท่ากับ 112.8 ปรับเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.1 เมื่อเทียบกับครึ่งแรก ปี 2555 โดยหากแยกพื้นที่ พบว่าเฉพาะในเขตกรุงเทพฯ ปรับเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.3 และใน 3 จังหวัดปริมณฑลปรับเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.0 ดัชนีราคาทาวน์เฮ้าส์ ในกรุงเทพฯ และ 3 จังหวัดปริมณฑล มีค่าดัชนีเท่ากับ 118.4 ปรับเพิ่มขึ้น ร้อยละ 5.9 เมื่อเทียบกับครึ่งแรก ปี 2555 โดยหากแยกพื้นที่ พบว่าเฉพาะในเขตกรุงเทพฯ ปรับเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.8 และใน 3 จังหวัดปริมณฑล ปรับเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.9

อย่างไรก็ตามราคาคอนโดฯ ราคาบ้านเดี่ยว และราคาทาวน์เฮ้าส์ต่างเพิ่มขึ้นค่อนข้างมากเมื่อเทียบกับรอบครึ่งปีที่ผ่านมาโดยมีราคาสูงขึ้น จากการปรับขึ้นค่าแรงและราคาวัสดุก่อสร้างที่เพิ่มขึ้น

ที่มา: หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

อสังหาฯชี้ครึ่งปีหลังดีมานด์ตจว.พุ่ง

"บิ๊กอสังหาฯ"มองต่างจังหวัดครึ่งปีหลังเป็นบวก ชี้ดีมานด์แน่นเพราะเป็นตลาด "เกิดใหม่" ลุยส่งโครงการออกสู่ตลาดตามแผน กระจายสู่หัวเมืองรอง

นายอุทัย อุทัยแสงสุข รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส สายงานพัฒนาธุรกิจและพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียม บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ครึ่งปีหลังยังมองตลาดอสังหาริมทรัพย์ต่างจังหวัดเป็นบวกยังเติบโตต่อเนื่อง แม้ภาพรวมอสังหาฯกรุงเทพฯ เริ่มชะลอตัวลงช่วงเดือนที่ผ่านมาจากปัจจัยลบในประเทศ ทั้งเศรษฐกิจชะลอตัว ความผันผวนทางการเมือง ภัยธรรมชาติ และหนี้ครัวเรือนพุ่งสูง แต่สำหรับอสังหาฯต่างจังหวัดเป็นตลาดใหม่เพิ่งเริ่มต้น มีความต้องการซื้อ (ดีมานด์) คงค้างตลาดระดับหนึ่ง แต่ที่ผ่านมาไม่มีโปรดักส์ตอบโจทย์ความต้องการดีมานด์เหล่านี้ จึงมีปัจจัยหนุนจากกำลังซื้อแม้จะไม่พุ่งกระฉุดเหมือนครึ่งปีแรก

ครึ่งปีหลังบริษัทยังคงเดินหน้าเปิดโครงการใหม่ในต่างจังหวัดตามแผนที่วางไว้ ยังเน้นคอนโดมิเนียมทำเลศูนย์กลางธุรกิจของจังหวัด ที่ผ่านมาบริษัทเน้นเข้าลงทุนในจังหวัดหัวเมืองหลัก ทั้งเชียงใหม่ ภูเก็ต ขอนแก่น พัทยา เขาใหญ่ แต่จากนี้ จะขยายลงทุนอสังหาฯในจังหวัดหัวเมืองรองอันดับ 2 เพิ่มขึ้น เช่น ระยอง อุดรธานี นครราชสีมา มหาสารคาม ชลบุรี ศรีราชา บางแสน หาดใหญ่ รวมถึงจังหวัดในเมืองรองอันดับ 3 ซึ่งยังไม่เคยเข้าไปพัฒนา แต่มีแนวโน้มเติบโตในอนาคตจากโครงการรถไฟความเร็วสูง โครงการมอเตอร์เวย์ตัดใหม่ อาทิ พิษณุโลก สุราษฎร์ธานี อุบลราชธานี ราชบุรี เป็นต้น โดยในเดือนส.ค.นี้บริษัทเปิดตัวคอนโดฯ แบรนด์ดีคอนโดเพิ่มอีก 5 โครงการพร้อมกัน

"การลงทุนของแสนสิริยึดหลักสร้างโครงการให้ "แมชชิ่งกับดีมานด์" การเปิดโครงการใหม่ต่อในทำเลเดิม จะดูว่าดีมานด์ถูกดูดซับออกไปได้เร็วขนาดไหน และหันรุกลงทุนจังหวัดรองอันดับ 2 และ3 จากนั้นจะย้อนกลับมาดูว่าซัพพลายในจังหวัดเดิมเปิดโครงการไปแล้ว อัตราการดูดซับออกไปมากน้อยแค่ไหนก็ลงทุนต่อ"

อย่างไรก็ดี ตลาดจังหวัด ยังไม่พบลูกค้าถูกปฎิเสธสินเชื่อจากธนาคารพาณิชย์ในสัดส่วนเพิ่มขึ้นแบบนัยยะสำคัญ ส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มลูกค้าระดับกลาง -ล่าง ในคอนโดมิเนียมราคา 1-2 ล้านบาท ส่วนของกลุ่มลูกค้าระดับเอ-บี พบว่ามีปัญหาน้อยมาก

นายเตชะ ตั้งมติธรรม กรรมการบริหาร บริษัท ศุภาลัย จำกัด(มหาชน) กล่าวว่า จะขยายลงทุนต่างจังหวัดตามแผนวางไว้ครึ่งปีหลัง 10 โครงการ เน้นลงทุนโครงการแนวราบเป็นหลักสัดส่วน 70% ซึ่งเป็นตลาดที่มีความต้องการ เพราะผู้บริโภคต่างจังหวัดนิยมอยู่อาศัยแนวราบ และมีกำลังซื้อเข้ามาเติมได้เรื่อยๆ อีกทั้งเป็นโปรดักส์ที่มีความเสี่ยงน้อย

"แผนการลงทุนเน้นต่อยอดในจังหวัดเดิมโฟกัสจังหวัดใหญ่ๆ แต่ละปีจะลงทุนเพิ่มใน1-2 จังหวัดใหม่ ส่วนโครงการใหม่จะดูผลตอบรับมากน้อยขนาดไหน ถึงจะซื้อที่ดินเพิ่มเติม วันนี้กำลังซื้ออาจจะลดลงบ้างจากรถคันแรก ตลาดหุ้นผันผวน แต่ไม่เห็นยอดลดลงเป็นนัยยะสำคัญ"

ส่วนยอดกู้ไม่ผ่านช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา อาจเพิ่มขึ้นบ้าง แต่ไม่มากถึงขั้นน่าเป็นห่วง แต่หากเทียบกับปีที่แล้วยอดกู้ไม่ผ่านอาจสูงกว่าเล็กน้อย เพราะปีที่แล้วมีพื้นฐานเศรษฐกิจที่ดีกว่า ดอกเบี้ยต่ำ

นายวิทการ จันทวิมล รองผู้อำนวยการสายงานกลยุทธ์การตลาด บริษัท เอพี(ไทยแลนด์) จำกัด กล่าวว่า การลงทุนต่างจังหวัดเน้นลงทุนในจังหวัดที่มีศักยภาพ ไม่จำเป็นต้องจังหวัดใหญ่ โดยเฉพาะจังหวัดหัวเมืองรองที่มีศักยภาพและยังไม่มีผู้ประกอบการรายใหญ่จากกรุงเทพฯ เข้าไปบุกตลาด

นายสัมมา คีตสิน ผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ คาดตลาดอสังหาฯ ต่างจังหวัดครึ่งปีหลังจะชะลอตัว ขณะที่สถานการณ์การเมืองมีผลต่อภาพรวมการซื้อขาย สถาบันการเงินเข้มปล่อยสินเชื่อทำให้ผู้ประกอบการมองตลาดใหม่ๆ จังหวัดหัวเมืองรองที่มีการเติบโตในอนาคต เช่น มหาสารคาม พิษณุโลก เชียงราย และสุราษฎร์ธานี

การลงทุนต่างจังหวัดแบ่งเป็น 3 ตลาด คือ ตลาดจังหวัดอันดับ 1 ได้แก่ กรุงเทพฯ นนทบุรี และชลบุรี ตลาดอันดับ 2 เช่น โคราช เชียงใหม่ ระยอง และตลาดอันดับ3 จังหวัดที่เติบโตในอนาคต เช่น อุบลราชธานี เชียงราย บุรีรัมย์ พิษณุโลก โดยต้องมี 3-4 องค์ประกอบการหลัก คือ ประชากร 1 ล้านคนขึ้นไป เป็นเมืองสถานศึกษามีนักศึกษาหลายหมื่นคน มีอสังหาฯเชิงพาณิชย์ เช่น ห้างสรรพสินค้าจากส่วนกลาง หรือห้างขนาดใหญ่ลงทุนโดยท้องถิ่น เส้นทางคมนาคมสะดวก

"หลังจากนี้ ผู้ประกอบการจะมองการลงทุนในตลาดจังหวัดหัวเมืองรองอันดับ 2 และ 3 มากขึ้น เพราะมีศักยภาพในระยะยาวจากการพัฒนาเศรษฐกิจอีก 2-3 ปีข้างหน้า เช่น มีรถไฟความเร็วสูง มีอสังหาฯเชิงพาณิชย์ไปเปิดมากขึ้น และเป็นเมืองที่มีประชากร 1 ล้านคนขึ้นไป"

ที่มา: http://www.bangkokbiznews.com

คอนโดชะลอตัวโอนวูบ 9%

โอนที่อยู่อาศัย 6 เดือนโต 4% คอนโดสวนทางหด 8-9% ผู้ประกอบการชี้ตลาดลดความร้อนแรง

รายงานจากศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ เปิดเผยว่า การโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยในครึ่งแรกปี 2556 มีประมาณ 7.6 หมื่นหน่วย เพิ่มขึ้น 4% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2555 ที่มียอดโอนกรรมสิทธิ์ประมาณ 7.4 หมื่นหน่วย

สำหรับยอดโอนกรรมสิทธิ์ใน 6 เดือนแรก แบ่งเป็นคอนโดมิเนียม 2.8 หมื่นหน่วย คิดเป็น 38% ของหน่วยการโอนกรรมสิทธิ์ทั้งหมด รองลงมาเป็นทาวน์เฮาส์ 2.4 หมื่นหน่วยสัดส่วน 32% บ้านเดี่ยว 1.4 หมื่นหน่วยสัดส่วน 19% และอาคารพาณิชย์พักอาศัย 6,500 หน่วยสัดส่วน 9% ที่เหลือเป็นบ้านแฝดประมาณ 2,300 หน่วย

ทั้งนี้ จากตัวเลขโอนกรรมสิทธิ์ของศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ จะพบว่าที่อยู่อาศัยประเภทบ้านเดี่ยวและทาวน์เฮาส์มียอดโอนที่เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับครึ่งแรกของปี 2555 โดยที่ทาวน์เฮาส์มียอดโอนกรรมสิทธิ์ 6 เดือนแรกของปีที่แล้วอยู่ที่ 2.1 หมื่นหน่วยเพิ่มขึ้น 13-14%ขณะที่บ้านเดี่ยวมียอดโอน 6 เดือนแรกของปีที่แล้ว อยู่ที่ 1.2 หมื่นหน่วยเพิ่มขึ้น 11-12% แต่ยอดโอนกรรมสิทธิ์คอนโดมิเนียมกลับลดลง หากเทียบกับปีที่แล้วที่มีจำนวน 3.1 หมื่นหน่วยลดลง8-9%

นายสัมมา คีตสิน ผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูล ธนาคารอาคารสงเคราะห์ กล่าวว่าตัวเลขที่ลดลงของคอนโดมิเนียมไม่ได้ถือว่ามีนัยสำคัญมากนัก โดยอาจกล่าวได้ว่าเป็นการทรงตัวโดยยอดการโอนกรรมสิทธิ์คอนโดมิเนียม 6 เดือนแรกของปีนี้

ขณะที่นายธำรง ปัญญาสกุลวงศ์นายกสมาคมอาคารชุดไทย กล่าวว่า ยอดการโอนกรรมสิทธิ์ที่ลดลงดังกล่าว อาจไม่ใช่ตัวเลขที่มากนัก แต่ยอดขายและการโอนกรรมสิทธิ์คอนโดมิเนียมปีนี้ มีแนวโน้มลดลงจากปีที่ผ่านมา เนื่องจากตลาดดูดซับไปมากแล้ว จากในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา มีคอนโดมิเนียมทั้งเปิดใหม่และโอนกรรมสิทธิ์จำนวนมาก 5-6 หมื่นยูนิต

นอกจากนี้ กำลังซื้อในตลาดเติบโตไม่ทันกับอุปทานใหม่ที่ออกมา โดยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา มีห้องชุดใหม่เข้าสู่ตลาดกว่า 1 แสนยูนิต ซึ่งการที่ผู้ประกอบการรายใหญ่หันไปบุกหนักตลาดต่างจังหวัดสะท้อนได้ว่าตลาดคอนโดมิเนียมในกรุงเทพฯ เริ่มอิ่มตัว ทำให้คาดว่าตัวเลขปีนี้คงชะลอตัวลง

ขณะที่นายอิสระ บุญยัง ที่ปรึกษาสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรรและสมาคมอาคารชุดไทย กล่าวว่า ยอดโอนกรรมสิทธิ์คอนโดมิเนียมที่ลดลง ยังไม่ได้น่าจับตามองมากนัก เพราะลดลงไม่มาก

ที่มา: หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันอาทิตย์ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2556

BMCLจ่อเซ็นเดินรถไฟฟ้าสีม่วง

กก.กลั่นกรองฯไฟเขียวราคาเหลือ 82,989 ล้าน
 
กรรมการกลั่นกรองฯ ยอมรับราคาที่ BMCL ลดให้อีก 320 ล้านบาท เหลือ 82,989 ล้านบาท พร้อมไฟเขียวงานเดินรถไฟฟ้าสายสีม่วง บางใหญ่-บางซื่อ วงในคาดชงครม.ได้ภายใน 2 สัปดาห์นี้ พร้อมชงเรื่องเดินรถรอยต่อบางซื่อ-เตาปูนให้ครม.เลือกเองว่าจะใช้รูปแบบ PPP Gross Cost หรือ Net Cost
       
รายงานข่าวจากกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.)ที่มีนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคมที่ผ่านมา ได้มีมติเห็นชอบผลการเจรจาต่อรองราคางานรถไฟฟ้าสายสีม่วงบางใหญ่-บางซื่อ สัญญาที่4สัมปทานสำหรับการลงทุนการจัดหาระบบรถไฟฟ้า การให้บริการเดินรถและซ่อมบำรุงรักษา วงเงิน 83,310 ล้านบาทซึ่งบริษัท รถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BMCL ผู้รับงานยอมลดราคาลงอีก 320 ล้านบาท เหลือ 82,989 ล้านบาท โดยเป็นการลดเฉพาะตัวรถไฟฟ้า 220 บาท ที่เหลือเป็นอัตราดอกเบี้ยที่ปรับลดลงตามราคา
       
 “คณะกรรมการกลั่นกรองฯ เห็นชอบราคาที่ BMCL ลดให้ 320 ล้านบาท จากนั้นก็จะเสนอที่ประชุมครม. แต่คิดว่าคงเสนอไม่ทันในสัปดาห์หน้า อาจจะเป็นสัปดาห์ถัดไป” แหล่งข่าว กล่าว
       
ส่วนกรณีการเดินรถรอยต่อ1สถานี เตาปูน-บางซื่อ ระยะทาง1กิโลเมตรที่จะเจรจาให้ BMCL เป็นผู้รับงานด้วยนั้น กระทรวงคมนาคมจะเสนอให้ ครม. พิจารณาเองว่าจะเลือกรูปแบบใด ระหว่าง 2 รูปแบบ คือ แบบรัฐและเอกชนลงทุนร่วมกัน(Public private Partnership : PPP)ประเภทGross Cost เช่นเดียวกับสายสีม่วง บางใหญ่-บางซื่อ คือรัฐลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน และจัดเก็บค่าโดยสาร โดยให้เอกชนลงทุนระบบรถไฟฟ้า ทำหน้าที่เดินรถ แล้วจ่ายเป็นเงินค่าจ้างแบบกำหนดราคาคงที่กับแบบ PPP ประเภท Net Cost Concession (NC) คือรัฐบาลเป็นผู้ลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน ส่วนเอกชนจะได้รับสิทธิในการรับสัมปทาน เก็บค่าโดยสารและแบ่งส่วนแบ่งรายได้ให้รัฐ เช่นเดียวกับสัญญาสัมปทานเดินรถสายเฉลิมรัชมงคลเนื่องจากลักษณะทางกายภาพของ โครงสร้างจะต่อเชื่อมกับสายเฉลิมรัชมงคล มากกว่าสายสีม่วง และสะดวกต่อการคิดค่าโดยสาร เนื่องจาก รฟม.ระบุว่า จะเดินรถในรูปแบบใดก็ได้ใน 2 รูปแบบ เพราะ รฟม.มีแนวคิดไม่เก็บค่าโดยสารเพิ่มช่วง 1 สถานีนี้อยู่แล้ว
       
แหล่งข่าวกล่าวเพิ่มเติมถึงโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีเขียว หมอชิต-สะพานใหม่-คูคต วงเงิน 58,000 ล้านบาท และสายสีชมพู แคราย-ปากเกร็ด-มีนบุรี วงเงิน 58,642 ล้านบาทว่า ล่าสุด รฟม.ได้ปรับปรุงรายละเอียดสายสีชมพูเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ส่วนสายสีเขียวมีความพร้อม จึงเชื่อว่าจะสามารถเสนอทั้ง 2 สายทางต่อที่ประชุม ครม.ได้ภายในเดือนสิงหาคมนี้ เพื่อเปิดประกวดราคา
       
ก่อนหน้านี้ นายจุฬา สุขมานพ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) เปิดเผยถึงโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีชมพู แคราย -ปากเกร็ด-มีนบุรีว่า เหตุที่มีความล่าช้าในการนำส่งครม. เป็นเพราะ รฟม. ขอขยายวงเงินเพิ่มเนื่องจากต้องการขยายพื้นที่ศูนย์ซ่อมบำรุงจากเดิม 80 ไร่ เป็น 200 ไร่ซึ่ง สนข.พิจารณาแล้วเห็นว่ามีเหตุผลรองรับ เพราะ รฟม.ต้องการขยายพื้นที่เพื่อเชื่อม 2 ถนน คือ ถนนร่มเกล้ากับถนนรามคำแหง
       
ขณะเดียวกัน รฟม.ยังขอเปิดประกวดราคา โดยใช้รูปแบบออกแบบพร้อมก่อสร้าง (Design & Built) เนื่องจากสายสีชมพู เป็นระบบรถไฟฟ้ารางเดี่ยว (Mono Rail) ซึ่งแตกต่างจากโครงการรถไฟฟ้าสายอื่นๆ ของ รฟม. ดังนั้นผู้รับงาน 1 รายจะต้องรับผิดชอบทั้งเรื่องระบบ ตัวรถ และงานโยธา เพื่อความรวดเร็วและประหยัดค่าก่อสร้าง ซึ่งการก่อสร้างแบบ Design & Built จะมีขั้นตอนทางกฎหมายเพราะค่าก่อสร้างสูงกว่าการออกแบบก่อนก่อสร้าง (Detail Design) โดย รฟม.ต้องส่งหนังสือแสดงรายละเอียดและเหตุผลไปยังสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) สำนักงบประมาณและกระทรวงการคลังตรวจสอบ ก่อนนำส่งให้ ครม.พิจารณา

       
นอกจากนี้ รฟม.ยังขอเพิ่มงานก่อสร้างสถานีสายสีชมพูอีก 8 สถานี จากเดิม 20 สถานี โดยเป็นการย่อยสถานีให้มากขึ้นตามแนวสายทางเดิม ซึ่งมี 2 ช่วง คือ ระหว่างรามอินทราไปมีนบุรี และบริเวณถนนแจ้งวัฒนะ จึงต้องมีการแก้ไขรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (EIA) เพิ่มเติม แต่ใช้เวลาไม่นาน

ที่มา : หนังสือพิมพ์ข่าวหุ้น

โยธาฯเสวนาแจงแผนพัฒนา"ปากน้ำ"

สมุทรปราการ - นายวิญญู หมั่นการ หัวหน้าสำนักงานโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดสมุทรปราการ เปิดเผยว่า สำนักงานโยธาธิการฯ ได้กำหนดจัดกิจกรรมการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ "โครงการพัฒนาเมืองโดยการจัดรูปที่ดิน เพื่อพัฒนาพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการ" ขึ้นวันที่ 15 ส.ค.นี้ ที่โรงแรมเดอะ คัลเลอร์ ลิฟวิ่ง ถ.เทพารักษ์ เพื่อเสริมสร้างความรู้และพัฒนาแนวคิดด้านการพัฒนาเมืองให้กับผู้บริหาร ผู้ปฏิบัติงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น นำไปจัดทำแผนงานและโครงการพัฒนาพื้นที่จังหวัดอย่างเป็นรูปธรรมและมีประสิทธิภาพ ทำให้เมืองพัฒนาอย่างเป็นระบบ
       
"การพัฒนาเมืองต้องสอดคล้องกับนโยบายและทิศทางการลงทุนในพื้นที่ตลอดจนอนุรักษ์และพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งส่งเสริมให้เกิดการจัดระเบียบเมืองเรื่องแปลงที่ดิน พัฒนาที่อยู่อาศัย แหล่งธุรกิจ อุตสาหกรรมและเกษตรกรรม ตามผังเมืองอย่างเป็นระบบ" นายวิญญูกล่าว

ที่มา: http://www.matichon.co.th/khaosod

สายสีม่วงสัญญา 4 ชง ครม. ส.ค.นี้

แหล่งข่าวในการประชุมคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคมที่ผ่านมา ได้มีมติเห็นชอบผลการเจรจาต่อรองราคางานรถไฟฟ้าสายสีม่วง บางใหญ่-บางซื่อ สัญญาที่ 4 สัมปทานสำหรับการลงทุนการจัดหาระบบรถไฟฟ้า การให้บริการเดินรถ และซ่อมบำรุงรักษา วงเงิน 83,310 ล้านบาท ซึ่งบริษัท รถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BMCL ผู้รับงานยอมลดราคาลงอีก 320 ล้านบาท เหลือ 82,989 ล้านบาท โดยเป็นการลดเฉพาะตัวรถไฟฟ้า 220 ล้านบาท ที่เหลือเป็นอัตราดอกเบี้ยที่ปรับลด ลงตามราคาคาดว่า จะเสนอที่ประชุม ครม. ในสัปดาห์ที่ 3 ของเดือนสิงหาคมนี้
       
ส่วนกรณีการเดินรถรอยต่อ 1 สถานี เตาปูน-บางซื่อ ระยะทาง 1 กิโลเมตรที่จะเจรจาให้ BMCL เป็นผู้รับงานด้วยนั้น กระทรวงคมนาคม จะเสนอให้ ครม.พิจารณาเองว่าจะเลือกรูปแบบใด ระหว่าง 2 รูปแบบ คือ แบบรัฐและเอกชนลงทุนร่วมกัน (Public private Partnership : PPP) ประเภท Gross Cost เช่นเดียวกับสายสีม่วง บางใหญ่-บางซื่อ คือ รัฐลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานและจัดเก็บค่าโดยสาร โดยให้เอกชนลงทุนระบบรถไฟฟ้า ทำหน้าที่เดินรถ แล้วจ่ายเป็นเงินค่าจ้างแบบกำหนดราคาคงที่ กับแบบ PPP ประเภท Net Cost Concession (NC) คือ รัฐบาลเป็นผู้ลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน
       
ส่วนเอกชนจะได้รับสิทธิ์ในการรับสัมปทาน เก็บค่าโดยสารและแบ่งส่วนแบ่งรายได้ให้รัฐ เช่นเดียวกับสัญญาสัมปทานเดินรถสายเฉลิมรัชมงคล เนื่องจากลักษณะทางกายภาพของ โครงสร้างจะต่อเชื่อมกับสายเฉลิมรัชมงคล มากกว่าสายสีม่วง และสะดวกต่อการคิดค่าโดยสาร เนื่องจาก รฟม.ระบุว่า จะเดินรถในรูปแบบใดก็ได้ใน 2 รูปแบบ เพราะ รฟม.มีแนวคิดไม่เก็บค่าโดยสารเพิ่มช่วง 1 สถานีนี้อยู่แล้ว ส่วน โครงการก่อสร้างรถไฟฟ้า
สายสีเขียว หมอชิต-สะพานใหม่-คูคต วงเงิน 58,000 ล้านบาท และสายสีชมพู แคราย-ปากเกร็ด-มีนบุรี วงเงิน 58,642 ล้านบาทว่า ล่าสุด รฟม.ได้ปรับปรุงรายละเอียดสายสีชมพูเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ส่วนสายสีเขียวมีความพร้อม จึงเชื่อว่าจะสามารถเสนอทั้ง 2 สายทางต่อที่ประชุม ครม.ได้ภายในเดือนสิงหาคมนี้ เพื่อเปิดประกวดราคา
       
ที่มา: หนังสือพิมพ์บ้านเมือง

LH Bank ผวาศก.ซบคุมเข้มปล่อยกู้หั่นเป้าสินเชื่อเหลือ 20-25% เร่งพัฒนาธุรกิจเพิ่มรายได้

นางศศิธร พงศธร(ฉัตรศิริวิชัยกุล) กรรมการผู้จัดการ ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์หรือ LH Bank เปิดเผยว่าจากปัจจัยภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงธนาคารต้อง เข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้นโดยเฉพาะสินเชื่อสำหรับบ้านหลังที่ 2 และ 3 จากเดิมที่ต้องวางเงินดาวน์ 5% จะเพิ่มเป็น 10% ธนาคารจึงปรับลดเป้าการปล่อยสินเชื่อรวมในปีนี้ลงจากเดิมที่คาดว่าจะขยายตัว 35% จากสินเชื่อรวม 100,000 ล้านบาท เหลือเพียง 20-25% ต่ำกว่าปีก่อนที่ขยายตัวถึง 50% การลดเป้าดังกล่าวเพื่อป้องกันความเสี่ยงเพราะสัดส่วนการปล่อยสินเชื่อบ้านของธนาคารมีสูงถึง 33%

สำหรับผลการดำเนินงานครึ่งปีแรก ของปี 2556 มีกำไรสุทธิ 503 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 52.8% เกิดจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่เพิ่มขึ้นตามการขยายตัวของสินเชื่อและพัฒนาการที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่องของรายได้ค่าธรรมเนียมรวมถึงการเพิ่มขึ้นของกำไรจากเงินลงทุนและรายได้จากเงินปันผลอันเป็นผลสืบเนื่องมาจากการยกระดับเป็นธนาคารพาณิชย์ เมื่อปี 2554 ขณะที่ คุณภาพของสินเชื่อจัดอยู่ในเกณฑ์ดี มีหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) 1.6% ของสินเชื่อรวม

ขณะเดียวกันธนาคารได้ตั้งสำรองค่า เผื่อหนี้สงสัยจะสูญต่อสำรองพึงกันตามเกณฑ์ ธนาคารแห่งประเทศไทย( ธปท.) เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 132.4% เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในด้านเงินสำรองของธนาคาร และเพื่อรองรับความผันผวนทางเศรษฐกิจที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต

ด้านสินทรัพย์เติบโตอย่างต่อเนื่องเช่นกัน ณ สิ้นไตรมาส 2/2556 มีสินทรัพย์รวม 135,000 ล้านบาท มีเงินให้สินเชื่อ 98,689 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากสิ้นปีก่อน 11.17% และเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันในปีก่อน 47.73% ด้านเงินฝากและเงินกู้ยืมอยู่ที่ 97,007 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึง 47.29% เป็นผลมาจากการขยายสาขาเพิ่มขึ้น อย่างต่อเนื่อง และการออกผลิตภัณฑ์ที่ หลากหลายตรงต่อความต้องการของลูกค้า

ขณะที่เงินกองทุนตามกฎหมายภายใต้หลักเกณฑ์ Basel III ณ สิ้นไตรมาส 2/2556 อยู่ที่ 15.0% ของสินทรัพย์เสี่ยง แสดงถึงฐานะเงินกองทุนที่แข็งแกร่งเพื่อรองรับการขยายตัวทางธุรกิจ ตลอดจนรองรับผลกระทบจากเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดที่อาจเกิดขึ้น และช่วยให้ธนาคารสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างมั่นคง

ส่วนกลยุทธ์ในครึ่งปีหลังยังคงมุ่งพัฒนาธุรกิจตามแผนการขยายตัวของสินเชื่อโดยเน้นคุณภาพ รวมถึงการออกผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ๆ การวางกลยุทธ์ในการขยายช่องทางการบริการทั้งด้านเครือข่ายสาขา และบริการอิเล็กทรอนิกส์ อีกทั้งการเพิ่มรายได้และค่าธรรมเนียมจากธุรกิจ Bancassurance ที่ขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างมาก ในสิ้นปี 2556 สาขาของธนาคารจะขยายถึง 106 สาขา ซึ่งมากที่สุดในกลุ่มธนาคารขนาดเล็ก

ที่มา: หนังสือพิมพ์แนวหน้า

วันอาทิตย์ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ปั่นราคาที่ดินแพงทุกจังหวัดเหลื่อมล้ำ'รวย-จน'จ่อปะทุ...!

ในช่วง 1-2 ปีนี้ ที่ดินทั่วฟ้าเมืองไทยทั้งที่มีเอกสารสิทธิถูกต้อง หรือไม่ถูกต้อง ราคาพุ่งขึ้นยกแผง 30-100% บางพื้นที่แตะไร่ละ 100-160 ล้านบาท โดยเฉพาะในโซนเมืองชายทะเลและ หัวเมืองเศรษฐกิจสำคัญ

พื้นที่ฮอตฮิตก็คือ ที่ดินเมืองชายทะเลพัทยา ชะอำ หัวหิน ภูเก็ต พังงา กระบี่ เกาะสมุย ไล่ระดับราคาตั้งแต่ 30-120 ล้านบาท ส่วนราคาที่ดินที่บอกขายสูงสุดอยู่ที่หาดใหญ่ไร่ละ 160 ล้านบาท

ปัจจุบันราคาที่ดินเมืองชายทะเลก็ยังคงขยับสูงขึ้น คู่ขนานไปกับกระแสการ ท่องเที่ยวเติบโต อีกทั้งได้แรงหนุนจาก กลุ่มทุนไทยและทุนต่างชาติที่แห่เข้ามา ลงทุนอสังหาริมทรัพย์ในเมืองท่องเที่ยวเหล่านี้

ส่วนราคาที่ดินในหัวเมืองใหญ่ก็เพิ่มขึ้นรายวันกันเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นเชียงใหม่ พิษณุโลก ขอนแก่น อุดรธานี นครราชสีมา หนองคาย ชลบุรี ระยอง สมุทรสาคร เพชรบุรี เป็นต้น โดยมีแรงกระตุ้นมาจากโครงการลงทุนเมกะโปรเจ็กต์ของรัฐบาล ที่กำลังจะเกิดขึ้นหลายโครงการ โดยเฉพาะโครงการรถไฟความเร็วสูง (ไฮสปีดเทรน) รถไฟทางคู่ ถนนมอเตอร์เวย์

รวมถึงกระแสการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ภาคค้าปลีกปูพรมขยายสาขาในต่างจังหวัด และการลงทุนด้านราคาจูงใจ แม้แต่ที่ดินที่มีเพียงใบ ภ.บ.ท.5 ราคาปรับขึ้นจากไร่ละ 1-2 หมื่นบาท เป็นหลายแสนบาท และสูงสุดอยู่ที่ 4-5 ล้านบาท/ไร่ โดยเฉพาะที่ดินใน เส้นทางที่แนวถนนมอเตอร์เวย์สายกาญจนบุรี- พุน้ำร้อนจะตัดผ่านได้ถูกกว้านซื้อไปเกือบหมดแล้ว

ก่อนหน้านี้ ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ระบุว่า ปีที่ผ่านมาราคาที่ดินปรับสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ตั้งแต่ 30-100% พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าราคาที่ดินขยับขึ้นเร็วและร้อนแรง เกินไปที่พักอาศัย โรงแรม รีสอร์ตในจังหวัดต่าง ๆ เพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ จังหวัดหัวเมืองรองที่เป็นเมืองเศรษฐกิจชายแดน มีด่านการค้าเป็นประตูเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน ราคาที่ดินก็พุ่งขึ้นหลายเท่าตัว แม้ว่าที่ดินในบางพื้นที่จะไม่มีเอกสารสิทธิก็ตาม เช่น ที่ดินในอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ซึ่งเป็นพื้นที่นำร่องเขตเศรษฐกิจพิเศษ ชายแดน และพื้นที่ 3 อำเภอชายแดนของจังหวัดเชียงราย (แม่สาย เชียงของ เชียงแสน) เชื่อมโยงกับเมียนมาร์ สปป.ลาว และจีนตอนใต้

ส่วนที่ดินในจังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งเป็นจุดเชื่อมโยงไปสู่ทวายโปรเจ็กต์ในประเทศเมียนมาร์ หลังจากเปิดตัวโครงการทวาย ส่งผลให้ราคาที่ดินในจังหวัดกาญจนบุรีพุ่งสูงขึ้นหลายเท่าตัว ส่วนหนึ่งเป็นการกว้านซื้อเพื่อเก็งกำไรและซื้อเพื่อการลงทุนในอนาคต ขณะที่ชาวบ้านก็แห่ขายที่ดินเพราะ

วันนี้อาจกล่าวได้ว่าการปั่นราคาที่ดิน จนสูงเกินมูลค่าที่แท้จริงกำลังส่งผล กระทบเป็นโดมิโน นับตั้งแต่กลุ่มผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ที่ไม่ใช่ยักษ์ใหญ่ก็เริ่มโอดโอย เพราะต้นทุนที่ดินทะลุเพดานไปหมดแล้ว

ขณะที่บิ๊กแบรนด์บางรายก็ออกมา ฟันธงว่า ราคาที่ดินที่เพิ่มสูงขึ้นอย่าง รวดเร็วทำให้ต้นทุนที่ดินสูงมาก จากนี้ไปปัญหาของวงการอสังหาริมทรัพย์ก็คือ ราคาที่ดิน เพราะจะหาซื้อที่ดินราคา เหมาะสมเพื่อทำโครงการใหม่ได้ยากขึ้น รวมทั้งจะทำให้ภาพรวมตลาดชะลอตัว

ทว่าในท้ายที่สุดแล้ว ผู้ที่แบกรับ ผลกระทบเต็ม ๆ ก็คือประชาชน เพราะไม่สามารถที่จะหาซื้อบ้านพักอาศัยได้ หากราคาบ้านหรือคอนโดมิเนียมสูงเกินกำลังซื้อ

ส่วนอีกเซ็กเตอร์หนึ่งที่ได้รับผลกระทบไปด้วยก็คือ ราคาที่ดินทำการเกษตรขยับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากยางพารา ปาล์มน้ำมัน อ้อย ข้าว และ มันสำปะหลังราคาดี จึงทำให้ราคาที่ดินปรับขึ้นประมาณ 20-30%

ฉะนั้น ที่ดินผืนงามจึงตกไปอยู่ใน มือของผู้มีสายป่านยาว หรือกลุ่มผู้ล่วงรู้ข้อมูลวงในว่าจะมีโครงการภาครัฐลงไปในพื้นที่ก็จะกว้านซื้อตุนไว้ล่วงหน้าเพื่อเก็งกำไร

ราคาที่ดินที่ปรับขึ้นเร็วและสูงมากเช่นนี้ ทำให้ประชาชนตาดำ ๆ ทั่วไปไม่สามารถที่จะหาซื้อที่ดินมาเป็นทรัพย์สินของตัวเองได้ ส่วนหนึ่งยอมเสี่ยงเข้าไปบุกรุกป่า สำหรับคนที่มีที่ดินอยู่ในมือก็ทยอยขายให้กลุ่มนายทุน

วันนี้ความมั่งคั่งในการครอบครองที่ดินจึงยังคงกระจุกตัวอยู่เฉพาะในกลุ่มคนส่วนบน ตราบใดที่ประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายที่จะมาจัดระเบียบการถือครองที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง

ความเหลื่อมล้ำในสังคมระหว่าง "คนรวยคนจน" จะยิ่งห่างออกไปอีก ความขัดแย้งแย่งชิงทรัพยากรธรรมชาติรอวันปะทุ

ที่มา: หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ

'ศุภาลัย วิลล์ เทพประสิทธิ์ 8' ทาวน์โฮมคุณภาพใจกลางพัทยา

"พัทยา" ทำเลเด่นที่หลายๆคนต้องการสำหรับการพักผ่อนและอยู่อาศัย หรือมีไว้เป็นบ้านหลังที่ 2 ด้วยศักยภาพของทำเล พื้นที่ที่แวดล้อมด้วยธรรมชาติที่สวยงาม ไม่ไกลจากกรุงเทพฯมากนัก ทั้งนี้ โครงการคุณภาพที่อยากแนะนำก็คือ โครงการศุภาลัย วิลล์ เทพประสิทธิ์ 8 พัฒนาโดยบริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) ตั้งอยู่บนพื้นที่ประมาณ 8 ไร่ ใจกลางพัทยา เดินทางสะดวก เข้าออกได้ทั้งทางถนนเทพประ สิทธิ์ และถนนพัทยาสาย 3

สำหรับโครงการศุภาลัย วิลล์ เทพประสิทธิ์ 8 พัฒนาในรูปแบบทาวน์โฮม 3 ชั้น สไตล์โมเดิร์น ขนาดพื้นที่ 21 ตารางวาขึ้นไป 3 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ ที่จอดรถ 2 คัน พื้นที่ใช้สอย 178 และ 181 ตารางเมตร ในราคาเริ่มต้นเพียง 3 ล้านกว่าบาท

ทั้งนี้ ภายในโครงการมีการออกแบบให้เป็นบ้านประ หยัดพลังงาน โดยเน้นประโยชน์การใช้สอยในทุกตารางเมตรอย่างเต็มที่ แต่ละโซนออกแบบเพื่อการอนุรักษ์พลังงาน ซึ่งได้รับการรับรองมาตรฐานระดับสากล ISO 9001:2008 สำหรับการจัดวางตำแหน่งห้องและการเลือกใช้วัสดุ มีการเล่นระดับของชั้นต่างๆ เพิ่มบรร ยากาศแปลกใหม่ และแบ่งสัดส่วนการใช้สอยได้มากกว่า ด้วยมุมพักผ่อนที่ชั้น 1 และชั้น 2 พร้อมระเบียงส่วนตัวทุกห้องนอน นอกจากนี้ห้องนั่งเล่นชั้น 2 สามารถปรับเปลี่ยนเป็นห้องทำงานหรือห้องนอนได้ตามต้องการ ส่วนห้องครัวกั้นเป็นสัดส่วน ไม่ส่งกลิ่นรบกวนภาย ในตัวบ้านร่มรื่นและผ่อนคลายกับสวนสวยภายในโครงการขนาดกว่า 1 ไร่

นอกจากนี้โครงการยังแวดล้อมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ เช่น เอาต์เล็ต มอลล์, โลตัส, บิ๊กซี, ร.พ.กรุง เทพ-พัทยา, ร.ร.อักษรเทคโนโลยี, พัทยาปาร์ค, หาดจอมเทียน และเขาพระตำหนัก

พบความลงตัวสมบูรณ์แบบที่ผสมผสานระหว่างความสะดวกสบายและความทันสมัยให้คุณและครอบครัวได้พักผ่อนอย่างสบายอารมณ์ในสังคมคุณภาพ "ระดับศุภาลัย" ได้แล้ววันนี้

ที่มา : หนังสือพิมพ์โลกวันนี้วันสุข

วันศุกร์ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ครึ่งหลังปี 2556 บ้านจัดสรรรุ่ง

ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ คาดการณ์ว่า การเปิดโครงการใหม่ประเภทบ้านจัดสรรจะมีสัดส่วนมากขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ เพราะการขาดแคลนแรงงานจะทำให้การก่อสร้างโครงการอาคารชุดชะลอตัวลง ประกอบกับปัจจัยเสี่ยงทางเศรษฐกิจทำให้ผู้ประกอบการน่าจะมีความระมัดระวังมากขึ้น
ทั้งนี้ จากการสำรวจโครงการที่อยู่อาศัยเปิดขายใหม่ในระหว่างเดือนมกราคม-กลางเดือนมิถุนายน 2556 พบว่ามีโครงการที่อยู่อาศัยเปิดขายใหม่ในพื้นที่กรุงเทพฯปริมณฑล มากกว่า 180 โครงการ จำนวนหน่วยรวมกันประมาณ 5.51 หมื่นหน่วย ซึ่งมากกว่าในช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า
จากจำนวนนี้ แบ่งเป็นบ้านจัดสรรเกือบ 100 โครงการ จำนวนหน่วยรวมประมาณ 1.74 หมื่นหน่วย โดยผู้ประกอบการซึ่งเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ มีส่วนแบ่งการตลาดประมาณ 65% ของจำนวนหน่วยบ้านจัดสรรที่เปิดขายใหม่ทั้งหมด และเป็นอาคารชุดประมาณ 84 โครงการ จำนวนหน่วยรวมประมาณ 3.77 หมื่นหน่วย โดยผู้ประกอบการซึ่งเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ มีส่วนแบ่งการตลาดประมาณ 71% ของจำนวนหน่วยห้องชุดที่เปิดขายใหม่ทั้งหมด  เปรียบเทียบกับช่วง 5 เดือนแรกของปี 2555 มีโครงการที่อยู่อาศัยเปิดขายใหม่ในพื้นที่กรุงเทพฯปริมณฑล รวมประมาณ 141 โครงการ จำนวนหน่วยรวมกันประมาณ 3.82 หมื่นหน่วย จากจำนวนนี้แบ่งเป็นบ้านจัดสรร 79 โครงการ จำนวนหน่วยรวมประมาณ 9,800 หน่วย

ที่มา: หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ

ความต้องการซื้อ'บ้านเดี่ยว'แซงหน้า'คอนโดฯ'

หลังเกิดเหตุการณ์มหาอุทกภัยครั้งใหญ่เมื่อปลายปี 2554 ส่งผลให้กำลังซื้อบ้านในช่วง 2 ไตรมาสแรกปี 2555 วูบหายไปกับกระแสน้ำที่คุกคามมายังพื้นที่ไข่แดงอย่างกรุงเทพมหานคร

ขณะที่ความต้องการซื้อคอนโดมิเนียมดีดตัวเพิ่มขึ้นทันที เพราะทุกคนหันมาซื้อเป็นบ้านหลังที่ 2 แม้ว่าก่อนหน้านั้นมีกระแสข่าวการเกิดฟองสบู่ในตลาด คอนโดฯออกมาบ้าง

อย่างไรก็ตาม หลังจากวันเวลาพิสูจน์แล้วว่าปี 2555 ไม่มีน้ำท่วมซ้ำ ทำให้คนที่คิดจะซื้อบ้านเริ่มคลายกังวล

"REIC-ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์" ได้จัดทำรายงานผลสำรวจความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยในงานมหกรรมบ้านและคอนโดฯ ครั้งที่ 28 จัดขึ้นโดย 3 สมาคมอสังหาริมทรัพย์ ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เมื่อเดือนพฤษภาคม 2556 ที่ผ่านมา

ผลสำรวจจากผู้ตอบแบบสอบถาม กว่า 10,000 ราย ปรากฏว่าความต้องการซื้อ "บ้านเดี่ยว" พลิกกลับมาแซง "คอนโดฯ" อีกครั้ง

โดยผู้ตอบแบบสอบถามหัวข้อ "ความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยในอนาคต" ปรากฏว่าต้องการซื้อ "บ้านเดี่ยว" สูงที่สุด 38% แซง "คอนโดฯ" ที่มีความต้องการ 37% อันดับ 3 คือ "ทาวน์เฮาส์" มีสัดส่วน 17% "บ้านแฝด" 2% "อาคารพาณิชย์" 4% และ "ซื้อที่ดินเปล่า" 2% โดยความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยราคา ไม่เกิน 1-3 ล้านบาท ยังคงมีสัดส่วนความต้องการสูงสุดอยู่ที่ 67%

อย่างไรก็ตาม เมื่อเปรียบเทียบผลสำรวจจากงานมหกรรมบ้านและคอนโด ครั้งที่ 27 ที่จัดขึ้นเมื่อปลายปี 2555 เห็นการเปลี่ยนแปลงชัดเจน ขณะนั้นความต้องการ ซื้อ "คอนโดฯ" เคยมาเป็นอันดับหนึ่ง คือ 41%

ยังมีสิ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับ "ทำเลที่ต้องการซื้อที่อยู่อาศัยในอนาคต" ปรากฏว่าที่อยู่อาศัยใกล้แนวรถไฟฟ้ามาเป็นอันดับหนึ่ง มีสัดส่วนอยู่ที่ 53%  รองลงมาคือใกล้ที่ทำงาน อยู่ที่ 26% ใกล้ห้างสรรพสินค้า อยู่ที่ 9% ใกล้สถานศึกษา อยู่ที่ 4% และอื่น ๆ 7%
ทั้งนี้ ในเขตกรุงเทพฯที่มีผู้ตอบแบบสอบถามต้องการซื้อที่อยู่อาศัยสูงสุดเรียงตามลำดับ คือเขตบางนา ลาดพร้าว จตุจักร ห้วยขวาง พระโขนง พญาไท ธนบุรี สาทร และคลองเตย

ที่มา: หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ

วันพุธที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ปั่นราคาที่ดินแพงทุกจังหวัดเหลื่อมล้ำ'รวย-จน'จ่อปะทุ...!

ในช่วง 1-2 ปีนี้ ที่ดินทั่วฟ้าเมืองไทยทั้งที่มีเอกสารสิทธิถูกต้อง หรือไม่ถูกต้อง ราคาพุ่งขึ้นยกแผง 30-100% บางพื้นที่แตะไร่ละ 100-160 ล้านบาท โดยเฉพาะในโซนเมืองชายทะเลและ หัวเมืองเศรษฐกิจสำคัญ

พื้นที่ฮอตฮิตก็คือ ที่ดินเมืองชายทะเลพัทยา ชะอำ หัวหิน ภูเก็ต พังงา กระบี่ เกาะสมุย ไล่ระดับราคาตั้งแต่ 30-120 ล้านบาท ส่วนราคาที่ดินที่บอกขายสูงสุดอยู่ที่หาดใหญ่ไร่ละ 160 ล้านบาท

ปัจจุบันราคาที่ดินเมืองชายทะเลก็ยังคงขยับสูงขึ้น คู่ขนานไปกับกระแสการ ท่องเที่ยวเติบโต อีกทั้งได้แรงหนุนจาก กลุ่มทุนไทยและทุนต่างชาติที่แห่เข้ามา ลงทุนอสังหาริมทรัพย์ในเมืองท่องเที่ยวเหล่านี้

ส่วนราคาที่ดินในหัวเมืองใหญ่ก็เพิ่มขึ้นรายวันกันเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นเชียงใหม่ พิษณุโลก ขอนแก่น อุดรธานี นครราชสีมา หนองคาย ชลบุรี ระยอง สมุทรสาคร เพชรบุรี เป็นต้น โดยมีแรงกระตุ้นมาจากโครงการลงทุนเมกะโปรเจ็กต์ของรัฐบาล ที่กำลังจะเกิดขึ้นหลายโครงการ โดยเฉพาะโครงการรถไฟความเร็วสูง (ไฮสปีดเทรน) รถไฟทางคู่ ถนนมอเตอร์เวย์

รวมถึงกระแสการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ภาคค้าปลีกปูพรมขยายสาขาในต่างจังหวัด และการลงทุนด้านราคาจูงใจ แม้แต่ที่ดินที่มีเพียงใบ ภ.บ.ท.5 ราคาปรับขึ้นจากไร่ละ 1-2 หมื่นบาท เป็นหลายแสนบาท และสูงสุดอยู่ที่ 4-5 ล้านบาท/ไร่ โดยเฉพาะที่ดินใน เส้นทางที่แนวถนนมอเตอร์เวย์สายกาญจนบุรี- พุน้ำร้อนจะตัดผ่านได้ถูกกว้านซื้อไปเกือบหมดแล้ว

ก่อนหน้านี้ ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ระบุว่า ปีที่ผ่านมาราคาที่ดินปรับสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ตั้งแต่ 30-100% พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าราคาที่ดินขยับขึ้นเร็วและร้อนแรง เกินไปที่พักอาศัย โรงแรม รีสอร์ตในจังหวัดต่าง ๆ เพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ จังหวัดหัวเมืองรองที่เป็นเมืองเศรษฐกิจชายแดน มีด่านการค้าเป็นประตูเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน ราคาที่ดินก็พุ่งขึ้นหลายเท่าตัว แม้ว่าที่ดินในบางพื้นที่จะไม่มีเอกสารสิทธิก็ตาม เช่น ที่ดินในอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ซึ่งเป็นพื้นที่นำร่องเขตเศรษฐกิจพิเศษ ชายแดน และพื้นที่ 3 อำเภอชายแดนของจังหวัดเชียงราย (แม่สาย เชียงของ เชียงแสน) เชื่อมโยงกับเมียนมาร์ สปป.ลาว และจีนตอนใต้

ส่วนที่ดินในจังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งเป็นจุดเชื่อมโยงไปสู่ทวายโปรเจ็กต์ในประเทศเมียนมาร์ หลังจากเปิดตัวโครงการทวาย ส่งผลให้ราคาที่ดินในจังหวัดกาญจนบุรีพุ่งสูงขึ้นหลายเท่าตัว ส่วนหนึ่งเป็นการกว้านซื้อเพื่อเก็งกำไรและซื้อเพื่อการลงทุนในอนาคต ขณะที่ชาวบ้านก็แห่ขายที่ดินเพราะ

วันนี้อาจกล่าวได้ว่าการปั่นราคาที่ดิน จนสูงเกินมูลค่าที่แท้จริงกำลังส่งผล กระทบเป็นโดมิโน นับตั้งแต่กลุ่มผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ที่ไม่ใช่ยักษ์ใหญ่ก็เริ่มโอดโอย เพราะต้นทุนที่ดินทะลุเพดานไปหมดแล้ว

ขณะที่บิ๊กแบรนด์บางรายก็ออกมา ฟันธงว่า ราคาที่ดินที่เพิ่มสูงขึ้นอย่าง รวดเร็วทำให้ต้นทุนที่ดินสูงมาก จากนี้ไปปัญหาของวงการอสังหาริมทรัพย์ก็คือ ราคาที่ดิน เพราะจะหาซื้อที่ดินราคา เหมาะสมเพื่อทำโครงการใหม่ได้ยากขึ้น รวมทั้งจะทำให้ภาพรวมตลาดชะลอตัว

ทว่าในท้ายที่สุดแล้ว ผู้ที่แบกรับ ผลกระทบเต็ม ๆ ก็คือประชาชน เพราะไม่สามารถที่จะหาซื้อบ้านพักอาศัยได้ หากราคาบ้านหรือคอนโดมิเนียมสูงเกินกำลังซื้อ

ส่วนอีกเซ็กเตอร์หนึ่งที่ได้รับผลกระทบไปด้วยก็คือ ราคาที่ดินทำการเกษตรขยับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากยางพารา ปาล์มน้ำมัน อ้อย ข้าว และ มันสำปะหลังราคาดี จึงทำให้ราคาที่ดินปรับขึ้นประมาณ 20-30%

ฉะนั้น ที่ดินผืนงามจึงตกไปอยู่ใน มือของผู้มีสายป่านยาว หรือกลุ่มผู้ล่วงรู้ข้อมูลวงในว่าจะมีโครงการภาครัฐลงไปในพื้นที่ก็จะกว้านซื้อตุนไว้ล่วงหน้าเพื่อเก็งกำไร

ราคาที่ดินที่ปรับขึ้นเร็วและสูงมากเช่นนี้ ทำให้ประชาชนตาดำ ๆ ทั่วไปไม่สามารถที่จะหาซื้อที่ดินมาเป็นทรัพย์สินของตัวเองได้ ส่วนหนึ่งยอมเสี่ยงเข้าไปบุกรุกป่า สำหรับคนที่มีที่ดินอยู่ในมือก็ทยอยขายให้กลุ่มนายทุน

วันนี้ความมั่งคั่งในการครอบครองที่ดินจึงยังคงกระจุกตัวอยู่เฉพาะในกลุ่มคนส่วนบน ตราบใดที่ประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายที่จะมาจัดระเบียบการถือครองที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง

ความเหลื่อมล้ำในสังคมระหว่าง "คนรวยคนจน" จะยิ่งห่างออกไปอีก ความขัดแย้งแย่งชิงทรัพยากรธรรมชาติรอวันปะทุ

ที่มา: หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ

ความต้องการซื้อ'บ้านเดี่ยว'แซงหน้า'คอนโดฯ'

หลังเกิดเหตุการณ์มหาอุทกภัยครั้งใหญ่เมื่อปลายปี 2554 ส่งผลให้กำลังซื้อบ้านในช่วง 2 ไตรมาสแรกปี 2555 วูบหายไปกับกระแสน้ำที่คุกคามมายังพื้นที่ไข่แดงอย่างกรุงเทพมหานคร

ขณะที่ความต้องการซื้อคอนโดมิเนียมดีดตัวเพิ่มขึ้นทันที เพราะทุกคนหันมาซื้อเป็นบ้านหลังที่ 2 แม้ว่าก่อนหน้านั้นมีกระแสข่าวการเกิดฟองสบู่ในตลาด คอนโดฯออกมาบ้าง

อย่างไรก็ตาม หลังจากวันเวลาพิสูจน์แล้วว่าปี 2555 ไม่มีน้ำท่วมซ้ำ ทำให้คนที่คิดจะซื้อบ้านเริ่มคลายกังวล

"REIC-ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์" ได้จัดทำรายงานผลสำรวจความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยในงานมหกรรมบ้านและคอนโดฯ ครั้งที่ 28 จัดขึ้นโดย 3 สมาคมอสังหาริมทรัพย์ ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เมื่อเดือนพฤษภาคม 2556 ที่ผ่านมา

ผลสำรวจจากผู้ตอบแบบสอบถาม กว่า 10,000 ราย ปรากฏว่าความต้องการซื้อ "บ้านเดี่ยว" พลิกกลับมาแซง "คอนโดฯ" อีกครั้ง

โดยผู้ตอบแบบสอบถามหัวข้อ "ความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยในอนาคต" ปรากฏว่าต้องการซื้อ "บ้านเดี่ยว" สูงที่สุด 38% แซง "คอนโดฯ" ที่มีความต้องการ 37% อันดับ 3 คือ "ทาวน์เฮาส์" มีสัดส่วน 17% "บ้านแฝด" 2% "อาคารพาณิชย์" 4% และ "ซื้อที่ดินเปล่า" 2% โดยความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยราคา ไม่เกิน 1-3 ล้านบาท ยังคงมีสัดส่วนความต้องการสูงสุดอยู่ที่ 67%

อย่างไรก็ตาม เมื่อเปรียบเทียบผลสำรวจจากงานมหกรรมบ้านและคอนโด ครั้งที่ 27 ที่จัดขึ้นเมื่อปลายปี 2555 เห็นการเปลี่ยนแปลงชัดเจน ขณะนั้นความต้องการ ซื้อ "คอนโดฯ" เคยมาเป็นอันดับหนึ่ง คือ 41%

ยังมีสิ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับ "ทำเลที่ต้องการซื้อที่อยู่อาศัยในอนาคต" ปรากฏว่าที่อยู่อาศัยใกล้แนวรถไฟฟ้ามาเป็นอันดับหนึ่ง มีสัดส่วนอยู่ที่ 53%  รองลงมาคือใกล้ที่ทำงาน อยู่ที่ 26% ใกล้ห้างสรรพสินค้า อยู่ที่ 9% ใกล้สถานศึกษา อยู่ที่ 4% และอื่น ๆ 7%
ทั้งนี้ ในเขตกรุงเทพฯที่มีผู้ตอบแบบสอบถามต้องการซื้อที่อยู่อาศัยสูงสุดเรียงตามลำดับ คือเขตบางนา ลาดพร้าว จตุจักร ห้วยขวาง พระโขนง พญาไท ธนบุรี สาทร และคลองเตย

ที่มา: หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ

วันอาทิตย์ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

รถไฟฟ้าสายใหม่จ่ออีสาน ( 11 กรกฎาคม 2556 )




นางสร้อยทิพย์ ไตรสุทธิ์ รองปลัดกระทรวงคมนาคม ในฐานะประธานคณะกรรมการรถไฟแห่งประเทศไทย หรือ รฟท. เปิดเผยภายหลังเป็นประธานลงนามในสัญญาว่าจ้างกลุ้มบริษัท เอ็ม เอ เอ คอลซัลแตนท์ จำกัด เข้ามาดำเนินการในการสำรวจออกแบบรายละเอียดทางวิศวกรรม และจัดทำวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม โครงการก่อสร้างทางคู่ รถไฟสายบ้านไผ่-มหาสารคาม-ร้อยเอ็ด-มุกดาหาร-นครพนม ระยะทางกว่า 368 กม. ว่าโครงการดังกล่าวนั้น คาดว่าจะศึกษาแล้วเสร็จในเวลา 15 เดือน และภายในต้นปี 2558จะสามารถเปิดประกวดราคาและเริ่มก่อสร้างได้ และจะแล้วเสร็จใช้งานได้ประมาณปี 2561

อย่างไรก็ตาม โครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่เส้นทางดังกล่าวถือเป็นเส้นทางที่ 2 ในโครงการเงินกู้ 2 ล้านล้านที่มีความคืบหน้าในการดำเนินต่อจากเส้นทางรถไฟทางคู่ เส้นเด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ ที่ขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมและจะเสนออนุมัติ ครม. ปลายปี 2556 และจะมีการเปิดประมูลก่อสร้างภายในต้นปี 2557 โดยการศึกษาออกแบบครั้งนี้ทาง รฟท.ได้ให้กลุ่มบริษัทที่ปรึกษาดังกล่าวเพิ่มเส้นทางรถไฟก้างปลา บ้านไผ่-นครพนม ไปยังจังหวัด ยโสธรเพิ่มเติมด้วย เพื่อในอนาคตเส้นทางรถไฟก้างปลาจะใช้เป็นเส้นทางรถในชุมชน เชื่อมเส้นทางรถไฟทางคู่ในอนาคต

รถไฟสายนี้จะเป็นรถไฟทางคู่สายใหม่ ที่ไม่ได้ก่อสร้างตามแนวเส้นทางเดิม สามารถวิ่งได้ความเร็วสูงสุด 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จึงสามารถอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนและการขนส่งสินค้าในพื้นที่ภาคอีสานได้เป็นอย่างดี และถือเป็นรถไฟเส้นทางประวัติศาสตร์สายที่ 2 ของ รฟท.ที่จะสามารถก่อสร้างได้ หลังจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติโครงการไว้ตั้งแต่ปี 2537 โดยสายแรกที่จะดำเนินการได้ก่อน คือ รถไฟสายเด่นชัย-เชียงราย ที่ได้ผลักดันมาเมื่อ 50 ปีที่แล้ว


ที่มา: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์


วันเสาร์ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

บางนา โตรับ ผังเมืองใหม่รายใหญ่-รายเล็ก ร่วมแจมปักหมุด ( 17 มิถุนายน 2556 )


"การเติบโตของกรุงเทพฯ อีก 5 ปีข้างหน้าจะมีการขยายตัวไปทางทิศตะวันออกมากกว่าทิศตะวันตก เพราะสนามบินสุวรรณภูมิอยู่ทางตะวันออก ขณะที่ จ.ฉะเชิงเทรา ระยอง และชลบุรี มีการเติบโตทางเศรษฐกิจสูง กรุงเทพฯ ตะวันออกจะเชื่อมต่อการเติบโตกับจังหวัดเหล่านี้"  เกรียงพล พัฒนรัฐ ผู้อำนวยการสำนักผังเมือง กทม. ให้ข้อมูล ภายหลังที่กรุงเทพฯ ได้ประกาศใช้ "ผังเมืองใหม่" ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 3 ของกรุงเทพมหานคร อย่างเป็นทางการเมื่อกลางเดือนที่แล้ว อันที่จริง "บางนา" ตั้งแต่สี่แยกบางนาไปจนถึงหลักกิโลเมตรที่ 10 ค่อยๆ เปลี่ยนโฉมหน้าจากพื้นที่ "ชายขอบรอบนอกเมือง" มาสู่ความเป็นเมืองมาเรื่อยๆ นับตั้งแต่มีการสร้างส่วนต่อขยายรถไฟฟ้าบีทีเอสอ่อนนุช-แบริ่ง โดยเฉพาะในช่วงหลังจากรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายเปิดใช้แล้ว ก็ยิ่งได้เห็นคอนโดมิเนียมพาเหรดเปิดโครงการกันมากขึ้น  ศักยภาพของย่านบางนา มาจากการเป็นต้นทางของถนนสายหลักที่วิ่งออกสู่ท่าเรือน้ำลึกในภาคตะวันออก และเป็นเส้นทางสู่สนามบินแห่งชาติสุวรรณภูมิ อีกทั้งการเติบโตของผู้คนจากจังหวัดในภาคตะวันออก ทั้งชลบุรี ระยอง รวมถึงการเติบโตของนิคมอุตสาหกรรม และการมีแหล่งโรงเรียนและมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงหลายแห่ง เหตุปัจจัยเหล่านี้ปรุงแต่งให้เกิดความต้องการด้านที่อยู่อาศัยในย่านบางนาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่จุดเปลี่ยนสำคัญของย่านบางนาคือ การขยายระบบรถไฟฟ้าบีทีเอส บวกกับการเปิดตัวของศูนย์การค้าขนาดใหญ่ในย่านนี้ อาทิ เซ็นทรัล บางนาเมกาบางนา และอิเกีย เป็นต้น ที่ทำให้ย่านบางนา "ฮอต" จนกลายเป็นสมรภูมิค้าปลีกและโครงการที่อยู่อาศัย ขณะที่ร่างผังเมืองใหม่ก็เพิ่มความร้อนให้ทำเลยิ่งขึ้น ด้วยการกำหนดให้โซนนี้เป็นพื้นที่ศูนย์พาณิชยกรรมสำคัญของกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก   มีการคาดการณ์ว่าในอีก 2 ปีข้างหน้าจะมีห้องชุดสร้างเสร็จพร้อมโอนกว่า 15,000 ยูนิต

นอกจากนี้ ยังมีทาวน์โฮม บ้านเดี่ยว และโฮมออฟฟิศ เกิดขึ้นรอบพื้นที่บางนา ขณะที่ราคาที่ดินโซนบางนาปรับขึ้นต่อเนื่องปีละ 5-10% และนับตั้งแต่มีสนามบินสุวรรณภูมิ ราคาที่ดินย่านนี้เพิ่มขึ้น 30-52% โดยราคาล่าสุดอยู่ที่ 1.2-1.5 แสนบาทต่อตร.ว. ความ "ร้อนแรง" ของย่านบางนาดึงดูดผู้ประกอบการขนาดกลางและผู้เล่นรายใหญ่ให้ทยอยเข้ามาอย่างมากในช่วง 1-2 ปีมานี้ แต่ก่อนหน้านั้นกว่า 5 ปี "ศุภาลัย" ได้เข้ามาบุกเบิกย่านนี้โดยส่งมาชิมลางถึง 2 โครงการ ได้แก่ "ศุภาลัย ปาร์ค ศรีนครินทร์" เป็นโครงการคอนโดริมถนนศรีนครินทร์ ราคาอยู่ 1 ล้านต้นๆ และ "ศุภาลัย วิลล์ สุขุมวิท-ศรีนครินทร์" เป็นโครงการที่มีทั้งทาวน์เฮาส์ บ้านเดี่ยว และบ้านแฝด ราคาเริ่มต้น 2 ล้านบาท ประมาณ 3 ปีที่แล้ว ศุภาลัยได้เปิดตัวคอนโดฯ "ซิตี้โฮม ศรีนครินทร์" สนนราคายูนิตละกว่า 9 แสนบาท จนวันนี้ ศุภาลัยยังคงเดินหน้าลุยโซนกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออกต่อ ด้วยโครงการ "ศุภาลัย วิลล์ อ่อนนุช-สวนหลวง" ซึ่งเปิดตัวไปเมื่อเดือนมีนาคม ที่ผ่านมา  ปัจจุบัน ผู้ประกอบการรายใหญ่หลายรายก็ได้นำแบรนด์ของตนมาปรากฏโฉมกันอย่างถ้วนหน้า อาทิ แสนสิริ ได้นำบ้านบุราลัดดา และบุรานันทา บ้านภายใต้แบรนด์ "บุราสิริ" มาเปิดตัวในย่านบางนา-ตราด กม.ที่ 10 นอกจากนี้ ยังได้เปิดตัว "ดีคอนโด แคมปัส รีสอร์ท บางนา" อยู่ไม่ไกลจากมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ วิทยาเขตสุวรรณภูมิ ค่ายพฤกษามีแบรนด์บ้าน "พฤกษาปูริ" บนถนนบางนา-ตราด กม.5 ราคาเริ่มต้น 4-5 ล้านบาท ขณะที่แลนด์แอนด์เฮ้าส์ มีโครงการบ้านในโซนรอบบางนา ใกล้กับสนามบินสุวรรณภูมิ และมี ทาวโฮมน์ แบรนด์ "อินดี้" บนถนนบางนา-ตราด กม. 26 เพื่อรองรับความต้องการของนักศึกษา ครูอาจารย์ และเจ้าหน้าที่ของเอแบค บางนา ส่วนอารียาฯ ส่ง "เอ สเปซ มี (A Space ME) แบรนด์คอนโดฯเข้าช่วงชิงพื้นที่ย่านบางนา โดยเลือกทำเลฝั่งตรงข้ามเมกาบางนา ขณะที่เสนาฯ ก็เพิ่งเปิดโครงการ "เดอะนิช โมโน บางนา" บนถนนบางนา-ตราด กม. 4

สำหรับยักษ์ใหญ่ในตลาดคอนโดฯอย่าง LPN ก็ได้เข้ามาลุยเปิดตลาดบางนาตั้งแต่ปีที่แล้ว ด้วยโครงการ "ลุมพินี เมกะซิตี้-บางนา" บนถนนบางนา-ตราด กม.8 ราคาเริ่มต้นยูนิตละ 7 แสนบาทขึ้นไป เฉพาะโครงการนี้ก็มีถึง 4,047 ยูนิต และโครงการ "ลุมพินี วิลล์ สุขุมวิท 109-แบริ่ง" ไม่ไกลจากบางนานัก ราคาเริ่มต้นที่ล้านกว่าบาท ส่วนโครงการ "ลุมพินี วิลล์ ศรีนครินทร์-บางนา" ซึ่งระงับการขายเมื่อปีที่แล้ว เพื่อรอผังเมืองใหม่ คาดว่าจะถูกพัฒนาต่อเร็วๆ นี้ ขณะ "มือใหม่" ในวงการอสังหาฯ แต่เป็น "หน้าเก่า" ในวงการธุรกิจเมืองไทยอย่างตระกูล "จึงรุ่งเรืองกิจ" ก็ได้กระโดดเข้ามาลงทุนพัฒนาที่อยู่อาศัยในย่านบางนา โดยใช้บริษัท "เรียลแอสเสท ดีเวลลอปเม้นท์" เปิดตัวโครงการทาวน์โฮม 4 ชั้น แบรนด์ "เอ็นเตอร์ไพรส์ ปาร์ค" ตั้งอยู่บนถนนบางนา-ตราด กม.5 ราคาเริ่มต้นกว่า 7.5 ล้านบาท เมื่อปีที่แล้ว หลังจากปิดการขายโครงการแรกได้ในเวลาเพียง 1 ปี กลุ่มไทยซัมมิทจึงได้เปิดตัวโครงการใหม่ชื่อว่า "เพล็กซ์ บางนา ทาวน์โฮม พรีเมียม" บนถนนบางนา-ตราด กม.5 ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 5 ล้านบาทขึ้นไป เมื่อไม่นานมานี้ สำหรับโครงการล่าสุด "MeStyle @Sukhumvit-Bangna" เป็นการลงทุนของบริษัท มีสไตล์ แลนด์ ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ร่วมทุนจากโครงการ "ทรู ทองหล่อ" คอนโดฯบนถนนเพชรบุรีตัดใหม่ โดย "มีสไตล์ฯ" เป็นคอนโดฯสูง 8 ชั้น จำนวน 566 ยูนิต บนพื้นที่ 4 ไร่ รวมมูลค่าโครงการ 1,200 ล้านบาท ราคาขายเริ่มต้นยูนิตละ 1.49 ล้านบาท  แม้จะเป็นผู้พัฒนาอสังหาฯ รายเล็ก และมาทีหลัง แต่ "สมบัติ แสงรัฐกาญจนสิน" กรรมการผู้จัดการ "มีสไตล์ แลนด์" กลับมั่นใจว่าโครงการนี้จะทำยอดขายได้ถึง 90% ในเวลาไม่เกิน 6 เดือน โดยหลังจากพรีเซลมาแล้ว 2 เดือน ขายไปได้แล้วถึง 50% ทั้งนี้ เขาระบุว่า เป็นเพราะจุดขายที่แข็งแรงคือ ทำเล

โครงการมีสไตล์ฯ ตั้งอยู่บนถนนบางนา-ตราด กม. 3 ในซอยบางนา-ตราด 23 อยู่ด้านหลังห้างเซ็นทรัลบางนา ห่างเพียง 100 เมตร สามารถเข้าออกได้ทั้งถนนบางนาตราด ถนนศรีนครินทร์ และซอยอุดมสุข (สุขุมวิท 103) โดยมีโครงการ "ไอดีโอ" ของกลุ่มอนันดา และ "เดอะ คีย์ (The  Key)" ของแลนด์แอนด์เฮ้าส์ รวมถึง "เดอะ ซีรี่ส์ (The Series)" ของบริษัท บี ที วาย ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด เป็นเพื่อนบ้านทำเลใกล้กัน ศุภชัย แจ่มมโนวงศ์ กรรมการบริหาร บริษัท เซ็นจูรี่ 21 เรียลตี้ แอฟฟิลิเอทส์ (ประเทศไทย) จำกัด ในฐานะที่ปรึกษาและบริหารงานขายให้โครงการมีสไตล์ฯ ระบุว่า กลุ่มเป้าหมายประกอบด้วย กลุ่มผู้อยู่อาศัยและคนทำงานในรัศมี 5 กม. จากเซ็นทรัล ที่ต้องการเปลี่ยนจากบ้านหรือจากอพาร์ตเมนต์มาอยู่คอนโดฯ และกลุ่ม ผู้อาศัยหรือคนทำงานในภาคตะวันออก ที่ต้องการมีบ้านหลังที่สองในกรุงเทพฯ หรือซื้อไว้ให้ลูกหลานที่เข้ามาเรียนในกรุงเทพฯ

           อย่างไรก็ดี แม้ "มีสไตล์ แลนด์" จะเป็นผู้เล่นรายเล็กในวงการอสังหาฯ แต่สมบัติก็ไม่ใช่ผู้เล่นหน้าใหม่เสียทีเดียว เขาเข้าสู่ธุรกิจอสังหาฯ ตั้งแต่ปี 2538 โดยเริ่มจากการพัฒนาโครงการ "รัชดา ซิตี้ คอนโด" จากนั้นก็ร่วมทุนพัฒนาโครงการ "ยูสเตชั่น สาทร-บางรัก" โครงการที่สร้างชื่ออย่างมากคือ "ทรู ทองหล่อ"   ก่อนหน้านี้ 3 ปี สมบัติได้ทำโรงแรมและเซอร์วิส อพาร์ตเมนต์ ภายใต้ชื่อ "MeStyle  Place" ย่านห้วยขวาง ซึ่งจุดประกายให้เขาเริ่มสร้างคอนโดฯสีสันสดใสคล้ายโรงแรม เมื่อปีที่แล้ว ชื่อโครงการว่า "ซี สไตล์" และ "จี สไตล์" อยู่ในย่านเดียวกัน ก่อนจะกระโดดมาชิมลางพื้นที่นอกเมืองด้วยโครงการมีสไตล์ฯ บางนา โดยบริษัทมีแผนลงทุนต่อเนื่องในย่านนี้ โดยจะมีการพัฒนาโครงการ Mixed  Used บริเวณ สี่แยกสำโรง ขึ้นในอนาคต  เชื่อกันว่า การเปิดตัวของเดอะมอลล์ บางนา ซึ่งคาดว่าน่าจะอยู่ใกล้กับสี่แยกบางนา และแผนการขยายรถไฟฟ้าบีทีเอสไปถึงสำโรง บวกกับหากระบบรถไฟรางคู่ขนาดเบา (Light  Rail) เชื่อมต่อรถไฟฟ้าบีทีเอสบางนาเข้าสู่สุวรรณภูมิ และระบบรถไฟเชื่อมต่อสุวรรณภูมิ (Airport  Rail  Link)ในส่วนที่จะขยายถึงแหลมฉบัง หรือโครงการรถไฟความเร็วสูง สุวรรณภูมิ-แหลมฉบัง เกิดขึ้นได้จริง สิ่งเหล่านี้ก็จะ ขับเคลื่อนดีกรีความ "ฮอต" ของทำเลบางนาพุ่งขึ้นไปกว่านี้ 

ทั้งนี้ ศุภชัยเชื่อว่า แม้จะมีโครงการที่อยู่อาศัยเกิดขึ้นมากมายในย่านบางนา แต่จะยังไม่เกิดอุปสงค์ล้นตลาด (over supplied) ในเร็ววัน เนื่องจากทำเลนี้ยังมีพื้นที่ให้ก่อสร้างได้อีกเยอะ ทั้งในแง่ของการพาณิชย์และที่อยู่อาศัย แต่อีก 2 ปีข้างหน้าอาจจะเกิดภาวะล้นตลาดได้ ส่วนย่านที่มองว่า โอเวอร์ซัปพลายไปแล้วคือ "อ่อนนุช" เนื่องจากยอดขายที่เริ่มชะลอตัวช้าลงไปอย่างมาก
        อย่างไรก็ดี ผลการสำรวจล่าสุดของศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ พบว่าคอนโดฯเหลือขายโดยเฉพาะราคาต่ำกว่า 2 ล้านบาท ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล มีสูงถึง 4.07 หมื่นยูนิต จากที่สร้างทั้งหมด 1.42 แสนยูนิตใน 324 โครงการ โดยเขตห้วยขวางมีคอนโดฯเหลือขายมากที่สุดถึง 4,475 ยูนิต จากทั้งหมด 13,578 ยูนิต ตามมาด้วยเขตบางนา เหลือขาย 3,140 หน่วย จากจำนวน 9,536 หน่วย "อสังหาฯ ยังไม่โอเวอร์ซัพพลาย แต่ยอมรับว่ามีซัพพลายเกินความต้องการอยู่ระดับหนึ่ง ซึ่งทำให้อัตราการขายต่อเดือนลดลง" นี่คือเสียงสะท้อนจากผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาฯ ธอส. เตือนผู้ประกอบการ โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายเล็กและนักลงทุน ให้เผื่อใจและเฝ้าระวังกันไว้บ้าง อย่าเพลินไปกับกระแส "ความฮอต" เพราะความร้อนนี้อาจทำให้เจ็บตัวได้...

"ความ "ร้อนแรง"ของย่านบางนาดึงดูดผู้ประกอบการขนาดกลางและผู้เล่นรายใหญ่ให้ทยอยเข้ามาอย่างมากในช่วง 1-2 ปีมานี้"

ที่มา: หนังสือพิมพ์ASTVผู้จัดการรายวัน



วันอาทิตย์ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ซีบีดีใหม่ รัชดา-พระราม 9 ดันคอนโดใหม่โตพรวด




หนึ่งในทำเลที่มีคอนโดมิเนียมเปิดขายมากที่สุดเวลานี้ ต้องยกให้ทำเลที่ถูกมองว่าจะกลายเป็นศูนย์กลางธุรกิจ (ซีบีดี) แห่งใหม่ในอนาคต นั่นคือ ถนนรัชดาภิเษก เริ่มตั้งแต่จุดตัดกับถนนพระราม  9 ไปจนถึงถนนลาดพร้าว

โดยฝ่ายวิจัยตลาดอสังหาริมทรัพย์ ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ประเมินว่า ปัจจัยที่จะเอื้อให้ย่านนี้กลายเป็นศูนย์กลางธุรกิจ แห่งใหม่ เพราะมีหน่วยงานขนาดใหญ่เข้ามาลงทุน ตั้งเฮดออฟฟิศกันในย่านนี้ และเมื่อมีห้างสรรพสินค้าชื่อดังอย่างเซ็นทรัลเข้ามาก็ยิ่งทำให้ทำเลนี้เปล่งประกายมากยิ่งขึ้น

จากการสำรวจล่าสุด พบว่า ในรัศมีประมาณ 500 เมตรจากแนวรถไฟฟ้าใต้ดินสถานีพระราม 9 ไปจนถึงสถานีพหลโยธิน (เซ็นทรัล ลาดพร้าว) พบว่า มีคอนโดมิเนียมเปิดตัวใหม่ตั้งแต่ปี 2552 ถึงสิ้นสุดเดือนตุลาคม 2555 จำนวน 43 โครงการ รวม 18,100 หน่วย ยังไม่นับรวมโครงการที่เปิดใหม่ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา และเตรียมที่จะเปิดตัวอีกเร็วๆ นี้

หากประเมินจากอัตราการขายแล้ว แม้ย่านนี้จะเปิดขายห้องชุดจำนวนมาก แต่ก็มีอัตราการจองสูง สะท้อนได้ว่า ความต้องการย่านนี้สูง แต่ในทางกลับกัน หากสำรวจการขาย "ใบจองห้องชุด" บนอินเทอร์เน็ตแล้ว ย่านพระราม 9 ห้วยขวาง สุทธิสาร ยาวไปจนถึงแยกรัชดาฯ-ลาดพร้าว ถือว่ามีการนำใบจองมาขายมากเป็นอันดับต้นๆ รวมถึงมีการนำห้องชุดมาปล่อยเช่าเป็นจำนวนมากด้วยเช่นกัน

จากการสำรวจ อัตราค่าเช่าย่านนี้ถือว่าปล่อยได้ราคาดีพอสมควร ห้องชุดขนาด 30 ตารางเมตร (ตร.ม.) จะได้ราคาค่าเช่าไม่ต่ำกว่า 1 หมื่นบาทขึ้นไปสูงสุดมีการเสนอให้เช่าในอัตราสูงถึง 1.5 หมื่นบาทซึ่งหากเทียบกับย่านสาทร-ตากสินแล้ว ย่านพระราม 9 ห้วยขวาง สุทธิสาร ถือว่าราคาดีกว่ามาก

สำหรับราคาที่ดินบนถนนรัชดาภิเษก อยู่ที่ ประมาณ 4 แสนบาทต่อตารางวา (ตร.ว.) มีราคาประเมินราชการอยู่ที่ 2.7 แสนบาทต่อ ตร.ว. ส่วนราคาที่ดินบริเวณถนนพระราม 9 อยู่ที่ประมาณ 3.3 แสนบาทต่อ ตร.ว. ขณะที่ราคาประเมินราชการอยู่ที่ 2-2.2 แสนบาทต่อ ตร.ว.

คอนโดมิเนียมที่เปิดขายในย่านนี้ ส่วนใหญ่ ชูจุดขายเรื่องใกล้รถไฟฟ้าใต้ดินแอร์พอร์ตลิงค์ และใกล้แหล่งงาน ที่เป็นไฮไลต์ในเวลานี้  เช่น ช่วงต้นของถนนพระราม 9 โครงการเบ็ล แกรนด์ พระราม 9 โครงการขนาดใหญ่หัวถนนรัชดาฯ มีทั้งหมด 8 อาคาร รวม 1,992 ยูนิต  เนื้อที่ 42-220 ตร.ม. ราคาเริ่มต้น 6.6 หมื่นบาทต่อตร.ม. และเร็วๆ นี้จะมีเพิ่มอีกโครงการบริเวณด้านหลังเซ็นทรัล พระราม 9

ศุภาลัย เวลลิงตัน อยู่ห่างรถไฟใต้ดิน ศูนย์วัฒนธรรม 1 กิโลเมตร เป็นอาคารความสูง 19 ชั้น จำนวน 9 อาคาร รวม 1,002 ยูนิต ขนาดห้องตั้งแต่ 47-250.5 ตร.ม. ราคาเริ่มต้น 64,500 บาทต่อตร.ม. และศุภาลัยเตรียมจะเปิดเวลลิงตัน เฟส 2 ในเร็วๆ นี้

โนเบิล รีวอล์ฟ ใกล้ๆ สถานีศูนย์วัฒนธรรม คอนโดสูง 40 ชั้น กว่า 800 ยูนิต  ขนาด 21 ตร.ม. 25 ตร.ม. และ 50 ตร.ม. ราคาเริ่มต้น 109,500 บาทต่อ ตร.ม.

เดอะ สกาย รัชดาฯ ใกล้สถานี MRT  ห้วยขวาง และสุทธิสาร สูง 29 ชั้น 1,028 หน่วย ขนาด 27-88 ตร.ม. ราคาเริ่มต้น 2.3 ล้านบาท

ควินน์ คอนโด ของกลุ่มศูนย์การค้ามาบุญครอง อยู่บนถนนรัชดาฯ ซอย17 ใกล้กับสถานีรถไฟใต้ดินสถานีสุทธิสาร มี 2 อาคาร  ได้แก่ อาคารเอ ความสูง 25 ชั้น จำนวน 366 ยูนิต อาคารบี ความสูง 32 ชั้น จำนวน 363 ยูนิต ขนาดห้อง 34-52 ตร.ม. และ 65 ตร.ม. ราคาเริ่มต้น ตร.ม.ละ 79,900 บาท

ล่าสุด 2 บริษัทรายใหญ่ได้ขยับลงตลาดในทำเลพระราม 9รัชดาฯ อีกรอบ รายแรก บริษัท แอล.พี.เอ็น. ดีเวลลอปเม้นท์ เตรียมเปิดโครงการ ลุมพินี พาร์ค พระราม 9- รัชดาฯ ใกล้ทางเข้าอาร์ซีเอ เป็นคอนโด 2 อาคาร จำนวน 1,540 ยูนิต ขนาด 22.5-38 ตร.ม. ในราคาเริ่มต้น 1.39 ล้านบาท  และสดๆ ร้อนๆ เมื่อบริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท เตรียมจะส่งคอนโดเลต มิสท์ ลงบนถนนพระราม 9 ขายในราคาเริ่มต้นที่ 2.3 ล้านบาท

ตลาดคอนโด รัชดาฯ-พระราม 9 จะยังคงคึกคักต่อเนื่องแม้จำนวนซัพพลายจะมากกว่าทำเลอื่นๆแต่เมื่อภาพของศูนย์กลางธุรกิจใหม่ปรากฏชัดขึ้น ก็จะยิ่งทำให้คอนโดในทำเลนี้ยังเป็นที่ต้องการอยู่เสมอ

ที่มา: หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

หัวหิน ร้อนฉ่า! ทุน แคนาดา รุกหนักผุดโครงการ 2 พันล้าน




บ้าน-คอนโดฯ "หัวหิน" โตกระฉูด ผู้ประกอบการอสังหาฯ แห่เปิดโครงการรับกำลังซื้อพุ่ง ล่าสุดกลุ่มทุนแคนาดารุกหนัก ขยายพื้นที่โครงการ SeaCrest Re-sort เปิดเฟสใหม่ในบริเวณพื้นที่เขาเต่า ลดไซส์ห้อง จับกลุ่มลูกค้าคนไทย รวมมูลค่าเกือบ 2,000 ล้าน พร้อมวาดแผนเตรียมเปิดอีก 2 โครงการในหัวหินและภูเก็ต

Rose Ohearn กรรมการบริหาร บริษัท Sierra Projects จำกัด เปิดเผยว่า จากที่ได้เข้ามาอาศัยอยู่เมืองไทย ตลอด มา 8 ปี มีความประทับใจและชื่นชอบบรรยากาศพื้นที่หัวหินเป็นอย่างมาก จึงได้ ตัดสินใจลงทุนโครงการบ้านพักตากอากาศ ขึ้นมาภายใต้ชื่อโครงการ SeaCrest Re-sort โดยในช่วงเฟสแรกๆ ก็มุ่งเน้นเจาะกลุ่มลูกค้านักลงทุนหรือนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ซึ่งมีราคาต่อหน่วยค่อนข้างสูง คือประมาณ 6-30 ล้านบาทต่อยูนิต แต่จากการเก็บข้อมูลที่เป็นลูกค้าคนไทยที่เข้ามาโชว์รูมพบว่าส่วนใหญ่ต้องการได้บ้านในระดับราคาที่ต่ำกว่านี้ จึงได้ขยายโครงการเปิดเฟสสอง และลดขนาดห้องลงเหลือ 30-36.5 ตร.ม. ซึ่งมีราคาต่ำกว่า 6 ล้านบาท ทำให้ห้องส่วนใหญ่จึงเป็นแบบ สตูดิโอ

"แต่เราก็มีเพนต์เฮาส์สำหรับลูกค้า มีความเป็นส่วนตัวสูง ภายในจะมีห้องนั่งเล่นพักผ่อนกว้างขวาง และมีห้องที่ติดสระว่ายน้ำจะสามารถลงจาก ห้องไปที่สระว่ายน้ำได้เลย"

ผู้บริหารโครงการ SeaCrest Resort กล่าวว่า เฟสใหม่ของโครงการจะมีด้วยกันทั้งหมด 5 อาคาร 2 อาคารจะปล่อยให้เช่า และแต่ละอาคารราคาจะไม่เท่ากัน วัสดุที่ใช้ก็จะแตกต่างกัน ทำให้มีลูกค้าเลือกได้หลายราคา นอกจากนี้ยังมีในส่วนของพื้นที่เพื่อการพาณิชย์  ขนาด 3 ชั้น ในราคาเริ่มต้น 6.5 ล้านบาท สามารถ ลงทุนเปิดเป็นร้านค้า ร้านอาหาร ร้านซักรีด หรือธนาคาร ไว้บริการลูกค้าในโครงการได้อีกด้วย

"ตอนนี้คนหัวหินเริ่มเข้ามาที่เขาเต่ากันเยอะมาก เพราะบรรยากาศดี ไม่แออัด มีวัด ถ้ำ และสถานที่ท่องเที่ยว หลายแห่ง ทำให้ยอดขายเรามีกระแสตอบรับที่ดีมียอดขายแล้วกว่า 35%  โดยเราชูกลยุทธ์ขาย คือเน้น คุณภาพ บริการ สไตล์ โลเกชั่น และราคา"

สำหรับโครงการ SeaCrest Resort ตั้งอยู่บริเวณหัวหินซอย 134 ห่างจากทะเลประมาณ 100 เมตร มีจำนวน 585 ยูนิต รวมมูลค่าโครงการประมาณ 2,000 ล้านบาท ส่วนแผนการลงทุนต่อไปของ  บริษัท Sierra Projects จำกัด ซึ่งเป็น กลุ่มทุนจากแคนาดามีโครงการพัฒนาหลายแห่งทั่วโลก และปัจจุบันได้หันมาลงทุนประเทศในแถบเอเชียมากขึ้น รวมถึงประเทศไทย มีแผนจะเปิดโครงการอีก 2 แห่งต่อจาก SeaCrest Resort อยู่ในพื้นที่หัวหิน 1 โครงการและภูเก็ตอีก 1 โครงการ

ขณะที่ความเคลื่อนไหวในพื้นที่ หัวหินและพื้นที่ใกล้เคียงอย่าง ชะอำ และ ปราณบุรี ในช่วงที่ผ่านมาพบว่า มีกลุ่มผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ๆ ได้ขยายการลงทุนมายังพื้นที่แห่งนี้เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะหลังน้ำท่วมใหญ่ช่วงปลายปี 2554 ที่ผ่านมา อาทิ "แสนสิริ" มีคอนโดฯ ที่อยู่ระหว่างเปิดขายในหัวหิน-ชะอำ-ปราณบุรีหลายโครงการ ได้แก่ 1) บ้านแสนงาม หัวหิน 2) เรน ชะอำ-หัวหิน 3) เชโลน่า เขาเต่า (ปราณ-บุรี) 4) บ้านทิวลม และ 5) บ้านแสนคราม โครงการ

นอกจากนี้ ยังมีโครงการ "บ้านทิวทะเล" ชะอำ-หัวหิน ถนนเพชรเกษม กม.209 เป็นโครงการร่วมทุนระหว่างกลุ่มชาญอิสสระกับกลุ่มสหพัฒน์ บนที่ดิน ติดทะเลเนื้อที่กว่า 90 ไร่ , โครงการ "เดอะ เครสท์ ซานโตรา" คอนโดฯ ติดทะเลของ บมจ.เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น เปิดตัวเมื่อปีที่ผ่านมาเช่นกัน, โครงการ "มายรีสอร์ท หัวหิน" ช่วงถนนเขาตะเกียบ ของบริษัท มายรีสอร์ท โฮลดิ้ง, โครงการ "เดอะทรัสต์ คอนโด หัวหิน" ของบริษัท เดอะคอนฟิเด้นซ์ในเครือ บมจ.ควอลิตี้ เฮ้าส์, โครงการคอนโดฯ บลูร็อค หัวหิน ของบริษัท แอลไนน์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด ในซอยหัวหิน

ที่มา: http://www.siamturakij.com

วันพุธที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2556

นักธุรกิจอสังหาฯญี่ปุ่นมองทะลุผุดคอนโดฯเจาะคนชาติเดียวกัน

บ้าน-คอนโดฯโซนตะวันออก กว่า 1 แสนยูนิตผุดรับกลุ่ม ทุนนอก ญี่ปุ่น-จีน-เกาหลีที่เข้ามาลงทุน ในไทย BOI ชลบุรี เผยอนุมัติแล้วกว่า 800 โครงการ มูลค่า 373 แสนล้านบาท กลุ่มทุนอสังหาฯญี่ปุ่น ตีปีก เปิด 3 โครงการคอนโดฯ สไตล์ญี่ปุ่นแท้ๆ เริ่ม ยูนิตละ 9 แสนบาทให้คนญี่ปุ่นอยู่

ปัจจุบันที่อยู่อาศัยในโซนภาคตะวัน ออกเติบโตและมีจำนวนหน่วยใหญ่เป็นอันดับ 2 รองจากกรุงเทพ โดย ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ระบุว่า เฉพาะในจังหวัดชลบุรี  ที่อยู่ระหว่างการขายในขณะนี้ถึง 96,600 หน่วย เป็นมูลค่าโครงการถึง 113,000 ล้านบาท ขณะที่ในจ.ระยอง มีอยู่  12,600 หน่วย ซึ่งชี้ให้เห็นถึงการขยายตัวของตลาดอสังหาฯ ในโซนนี้ที่พัฒนาขึ้นเพื่อรองรับการเข้ามาของกลุ่มทุนต่างชาติทั้งญี่ปุ่น จีน เกาหลี และนิคมอุตสาหกรรม

ทั้งนี้ จากข้อมูลสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงุทน (บีโอไอ) พบว่า ในปี 2555 ที่ผ่านมา บีโอไอได้โครงการที่เข้ามาลงทุนในภาคตะวันออก 8 จังหวัด รวม 768 โครงการคิดเป็นมูลค่า 357,200 ล้านบาท โดยจังหวัดที่มีการลงทุนมากที่สุดคือ ชลบุรี 329 โครงการ ซึ่งการลงทุนส่วนใหญ่เป็นกลุ่มทุนจากญี่ปุ่นด้านชิ้นส่วนยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ ส่งผลให้กลุ่มทุนญี่ปุ่นได้เข้ามาลงทุนพัฒนาคอน-โดฯเจาะกลุ่มลูกค้าชาวญี่ปุ่นโดยเฉพาะ

นายเซอิตะ ฮากิวาร่า กรรมการผู้จัดการ บริษัท โคโตบูกิ พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ผู้พัฒนาโครงการ โคโตบูกิ เพลส และโคโตบูกิ คอมเพล็กซ์และโคโตบูกิ สวีท ในแหลมแท่น จ.ชลบุรี เปิดเผยว่า ทั้ง 3 โคงการพัฒนา ขึ้นเพื่อรองรับชาวญี่ปุ่น โดย "โคโตบูกิ สวีท" ตั้งอยู่บนถนนข้าวหลาม เป็นคอนโดฯ สไตล์ญี่ปุ่น ขนาดตั้งแต่ 29-45 ตารางเมตร ขนาด 1-2 ห้องนอน ราคาเริ่มต้นที่ 900,000-2,000,000 ล้านบาทเศษ รวม 78 ยูนิต

"การที่เราพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียม ที่ จ.ชลบุรี เพราะว่ามีคนญี่ปุ่นเข้ามาทำงานและอยู่อาศัยในเมืองไทยมาก โดยสถิติปี 2554 มีข้อมูลจากสถานทูตแจ้งว่ามีคนญี่ปุ่นเข้ามาอยู่ในประเทศไทย จำนวน 49,983 คน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าถึง 220% และจากสถิติการสำรวจ พบว่า คนญี่ปุ่นที่อยู่ในเมืองไทยจะชอบซื้อที่อยู่ในอาศัยในกรุง เทพฯ, ชลบุรี และเชียงใหม่"

นายเซอิตะ กล่าวอีกว่า จากข้อมูลของ หอการค้าญี่ปุ่น พบว่าในปี 2555 มีชาวญี่ปุ่น เข้ามาลงทุนในประเทศไทยเพิ่มขึ้นจำนวน 44 บริษัท รวมปัจจุบันมีทั้งสิ้น 1,371 บริษัท  และ เพราะตนเป็นคนญี่ปุ่น การพัฒนาโครงการใน ประเทศไทยเพื่อคนญี่ปุ่นตนจึงรู้ใจคนชาติเดียว กันได้เป็นอย่างดีว่ามีความต้องการอย่างไร

สำหรับพฤติกรรมของชาวญี่ปุ่นที่อาศัยอยู่ในไทย ไม่นิยมห้องใหญ่เหมือนชาวอเมริกัน และยุโรป ชาวญี่ปุ่นที่เข้ามาทำงานในไทย ส่วนใหญ่มาคนเดียว จึงนิยมอยู่ห้อง 1 ห้องนอน ขนาด 50-60 ตร.ม. แต่ถ้าเป็นครอบครัว นิยม 2 ห้องนอนขนาด 80-100 ตร.ม.

ด้านนายปรีชา อริยานนท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เดลิเซีย จำกัด  ผู้ประกอบการอสังหาฯ ภายใต้แบรนด์เติมทรัพย์ กรุ๊ป มานาน 20 ปี  เปิดเผยว่า ได้พัฒนาโครงการ วิสดอม แกรนด์ดิออส คอนโด บนเนื้อที่ 7 ไร่ บริเวณถนนราชชุมพล จ.ระยอง เป็นอาคารสูง 8 ชั้น 5 อาคาร รวม 330 ยูนิต มูลค่ากว่า 1 พันล้านบาท เจาะกลุ่มคนทำงานในนิคมอุตสาหกรรมตะวันออก ขนาดห้องชุดมีตั้งแต่ 29.5 ตร.ม. ราคาเริ่มต้น 1.6 ล้านบาท ซึ่งบริษัทได้เปิดการขายตั้งแต่ต้นปี ล่าสุดมียอดขายแล้วกว่า 50%

สำหรับสถานการณ์การแข่งขันของคอนโดมิเนียมใน จ.ระยอง ปัจจุบันแข่งขันสูงมาก ซึ่งในรอบ 2-3 ปี นอกจากราคาที่ดิน จะปรับขึ้นเท่าตัว หรือที่ดินแปลงปัจจุบันที่บริษัทนำมาพัฒนาเดิมตร.ว.ละ 30,000 บาท ปัจจุบันปรับขึ้นเป็น 60,000 บาท รวมถึงในปีนี้จะมีโครงการคอนโดมิเนียมเตรียมเปิดการ ขายอีกประมาณ 10 โครงการ ทั้งนักลงทุนรายใหญ่จากกรุงเทพฯ และนักลงทุนท้องถิ่นในสัดส่วน 50 : 50%


ที่มา: http://www.siamturakij.com

วันจันทร์ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2556

มาเลย์แห่ซื้อคอนโดยกทั้งชั้นที่หาดใหญ่ ( 03 มิถุนายน 2556 )




กลุ่มทุนมาเลย์ทะลักจองซื้อคอนโดหรูเมืองหาดใหญ่ยกชั้นกว่า 40 ยูนิต รับเปิดอาเซียน

นายธนวัตร พูลสิน นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์จังหวัดสงขลา เปิดเผยว่า ขณะนี้กลุ่มทุนชาวมาเลเซียได้เข้ามาสั่งจองซื้ออสังหาริมทรัพย์กันอย่างคึกคัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งคอนโดมิเนียมหรูใน อ.หาดใหญ่ ล่าสุด กลุ่มสุลต่านได้เข้ามาแห่จองซื้อล็อตใหญ่ จำนวน 2 ชั้น เช่น ชั้นที่ 28 และ 29 รวมแล้วกว่า40 ยูนิต

นายธนวัตร กล่าวอีกว่า ปัจจุบันกลุ่มทุนสุลต่าน คือ กลุ่มนักลงทุนรายใหญ่ที่เข้ามากว้านซื้อ เพื่อเก็งกำไรและเป็นที่พักอาศัยขณะมาดูแลงานในภาคใต้รองลงมา เป็นกลุ่มนักธุรกิจชาวสิงคโปร์

ซึ่งก่อนหน้านี้กลุ่มนักธุรกิจชาวมาเลเซียแห่กว้านซื้อบ้านพักอาศัยในพื้นที่เขตเทศบาลตำบลสำนักขาม อ.สะเดา ตรงข้ามกับจังโหลน รัฐเคดาห์ ประเทศมาเลเซีย เพื่อทำธุรกิจสถานบันเทิงและธุรกิจกลางคืนกันคึกคัก เนื่องจากที่ประเทศมาเลเซียไม่สามารถดำเนินธุรกิจดังกล่าวได้ เพราะผิดหลักศาสนาอิสลาม

"นักธุรกิจชาวมาเลเซียกว่า 90%พากันมาซื้อบ้านพักอาศัยแบบยกหมู่บ้านเพื่อประกอบธุรกิจต่างๆในเขตเทศบาลตำบลสำนักขาม ส่งผลทำให้อสังหาริมทรัพย์คึกคักเป็นพิเศษ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักธุรกิจชาวจีนสัญชาติมาเลเซีย" นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์จังหวัดสงขลา กล่าว

ด้านนายเอกพร นิโรธ ผู้จัดการสำนักงานจังหวัดสงขลา บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม(บสย.)ดูแลภาคใต้ตอนล่าง กล่าวว่า อสังหาริมทรัพย์โครงการใหม่ตอนนี้ได้ชะลอตัวไปบ้าง แต่การซื้อบ้านที่อยู่อาศัยจริงยังไปได้ดี ส่วนคอนโดมิเนียมที่เช่าต่างชาติเข้ามาซื้อเอาไว้ คงไว้รองรับการเปิดประชาคมอาเซียนในปี 2558

นอกจากนี้ การที่ซื้อคอนโดมิเนียมยกชั้นของชาวต่างชาติ ก็เพื่ออยู่เป็นกลุ่มก้อน และการที่ซื้อคอนโดมิเนียมจุดได้เปรียบคือความพร้อมครบวงจรภายใน ตลอดจนถึงระบบการรักษาความปลอดภัย ซึ่งจะได้ศักยภาพดีกว่าบ้านในหมู่บ้าน

ที่มา: หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันจันทร์ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

บูมที่ราชฯรับแนวรถไฟความเร็วสูง ( 27 พฤษภาคม 2556 )


"ธนารักษ์-สนข." เล็งดึงที่ราชพัสดุ 5 แปลงตามแนวรถไฟความเร็วสูงพัฒนาเชิงพาณิชย์เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ หวังสร้างผลตอบแทนเพิ่มขึ้นกับรัฐบาล พร้อมดึงที่ราชพัสดุอีกกว่า 150 แปลงพัฒนาเชิงพาณิชย์เพิ่มอีกภายในปี 56

นายชาญณัฏฐ์ แก้วมณี รองอธิบดี กรมธนารักษ์ เปิดเผยว่า กรมธนารักษ์ได้หารือร่วมกับสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) เพื่อหารือถึงแนวทางการใช้ประโยชน์จากที่ราชพัสดุในแนวรถไฟฟ้าความเร็วสูง ตามแผนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งของประเทศ ภายใต้วงเงิน 2 ล้านล้านบาทของรัฐบาล โดยได้ข้อสรุปที่จะพัฒนาพื้นที่5 แปลง รวมเกือบ 500 ไร่ ใน 5 จังหวัดคือ ลพบุรี นครสวรรค์ พิษณุโลก นครราชสีมาและเพชรบุรี หลังจากพิจารณาแล้วเห็นว่า สามารถพัฒนาให้เป็นพื้นที่เชิงพาณิชย์ได้

ทั้งนี้ ในส่วนของ จ.ลพบุรี มีพื้นที่ประมาณ 40 ไร่ มีแผนที่จะเจาะเป็นอุโมงค์รถไฟฟ้าได้เพราะเป็นพื้นที่รอบบริเวณพระปรางสามยอด ส่วนพื้นที่ จ.นครสวรรค์ พื้นที่ประมาณ 200 ไร่ขณะนี้อยู่ภายใต้การครอบครองของกองทัพบก ซึ่งขณะนี้ใช้เป็นพื้นที่เลี้ยงหญ้าทั่วประเทศจ.พิษณุโลก พื้นที่ประมาณ 100 ไร่ ปัจจุบันอยู่ภายใต้การครอบครองของกองทัพอากาศ โดยจะต้องเจรจาในรายละเอียดอีกครั้ง เพราะปัจจุบันใช้เป็นเก็บคลังแสงและน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อเติมเครื่องบิน ที่เหลือเป็นที่ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา พื้นที่ 100 กว่าไร่ จะมีแผนที่จะสร้างเป็นตัวสถานีที่ย้ายออกมาจากสถานีเดิม และแห่งสุดท้ายเป็นที่ อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี จะก่อสร้างเป็นศูนย์ซ่อมบำรุง

"การคัดเลือกพื้นที่ มา 5 แปลงเป็นเพียงข้อสรุปเบื้องต้นที่ทาง สนข.เห็นว่า สามารถพัฒนาให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ เพราะไม่เพียงผลประโยชน์ที่จะได้จากการพัฒนาที่ราชพัสดุเชิงพาณิชย์เท่านั้น แต่ยังจะเกิดมูลค่าเพิ่มในพื้นที่โดยรอบและที่สุดก็จะเกิดเป็นรายได้กลับมาให้รัฐด้วย เพราะในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานถึง 2 ล้านล้านบาท ผลประโยชน์ที่ควรได้ก็ควรตกกับรัฐ แทนที่จะไปเช่าที่เอกชนและพัฒนา แต่ก็ยังต้องทำรายละเอียดและสรุปกลับมาอีกครั้งภายใน 1 เดือน เพราะบางแห่งต้องเจรจากับหน่วยราชการที่ครอบครองด้วยว่าสามารถย้ายไปยังพื้นที่อื่นๆได้หรือไม่ หากทาง สนข.ต้องการพัฒนาที่เหล่านั้นจริงๆและคุ้มค่าในเชิงพาณิชย์มากกว่า" นายชาญณัฏฐ์กล่าว

สำหรับความคืบหน้าการจัดทำแผนแม่บทเพื่อพัฒนาที่ราชพัสดุทั่วประเทศ นายชาญณัฏฐ์กล่าวว่า ที่ราชพัสดุทั่วประเทศ 12.5 ล้านไร่ ได้ทำการสำรวจแล้วพบว่า เป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพ160 แปลง โดยสามารถพัฒนาเชิงพาณิชย์ได้ 151 แปลง ส่วนที่เหลืออีก 9 แปลงจะเป็นการพัฒนาเชิงสังคม โดยในจำนวน 150 แปลงนั้นสามารถพัฒนาได้ในปี 2556 จำนวน 31 แปลงส่วนที่เหลือ จะสามารถพัฒนาได้ภายใน 4 ปี จากปี 2557 เพราะยังมีประเด็นด้านกฎหมายต่างๆที่ต้องดำเนินการแก้ไขต่อไป

ที่มา: หนังสือพิมพ์ASTVผู้จัดการรายวัน

วันพุธที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

คอนโดพัทยายังคึกอสังหาฯรายใหญ่ผุดโครงการใหม่ไม่ยั้งสวนกระแสห้องชุดโอเวอร์ซัพพลาย

อสังหาฯ พัทยายังคึกสวนกระแสโอเวอร์ซัพพลาย รายใหญ่ยังจัดหนัก ผุดโครงการใหม่ต่อเนื่อง นายอธิป พีชานนท์ กรรมการผู้จัดการบริษัท ศุภาลัย เปิดเผยว่า ขณะนี้ตลาดอสังหาริมทรัพย์ทางภาคตะวันออก ชลบุรีพัทยา บางแสน ศรีราชา และระยอง ยังคึกคัก โดยถือเป็นตลาดต่างจังหวัดที่มีผู้ประกอบการรายใหญ่ค่ายมหาชนเข้าไปลงทุนเปิดตัวโครงการมากที่สุด รองจากตลาดกรุงเทพฯ และปริมณฑลเนื่องจากเป็นโซนที่มีพื้นฐานเศรษฐกิจที่ดี มีทั้งนิคมอุตสาหกรรม และมีรายได้จากการท่องเที่ยว ทำให้คนท้องถิ่นมีกำลังซื้อสูง สำหรับตลาดที่ร้อนแรงที่สุดในโซนตะวันออกยังคงเป็นพัทยา โดยจากการสำรวจของฝ่ายวิจัยศุภาลัย พบว่า มีห้องชุดเสนอขายสะสม ณ สิ้นไตรมาส 1/2556 จำนวน 134 โครงการ รวม 38,279 หน่วยแบ่งเป็น โซนจอมเทียนมากที่สุด 19,352 หน่วย รองมาเป็น ย่านพระตำหนัก 8,383 หน่วย ตามด้วยย่านวงศ์อมาตย์ 3,510 หน่วย ย่านพัทยาเหนือ 2,452 หน่วย ย่านพัทยากลาง 2,299 หน่วย และย่านพัทยาใต้ 2,283 หน่วย ทั้งนี้ แม้ว่าพัทยาจะมีหน่วยเสนอขายในตลาดสูง แต่การดูดซับก็สูงเช่นกัน จึงเชื่อว่าตลาดที่อยู่อาศัยในพัทยาจะยังไม่โอเวอร์ซัพพลาย โดยในส่วนของศุภาลัยเตรียมเปิดตัวคอนโดมิเนียม ศุภาลัย มาเรย์@ พัทยา ริมถนนเทพประสิทธิ์ ย่านหาดจอมเทียน จำนวน 1,179 ยูนิต ราคาเริ่มต้นต่ำกว่า 2 ล้านบาท ซึ่งปีนี้กลุ่มศุภาลัยจะมีโครงการใหม่ทั้งแนวราบและแนวสูงในโซนตะวันออกมากถึง 6 โครงการ คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 8,000 ล้านบาท นายโอภาส ศรีพยัคฆ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ กล่าวว่า ชลบุรี พัทยา เป็นตลาดที่เติบโตมาก โดยในอดีตเติบโตจากบ้านหลังที่สองของคนกรุงเทพฯ และคนต่างชาติซึ่งทำเลที่นิยม คือ หาดวงศ์อมาตย์ แต่ทิศทางในปัจจุบัน จะเติบโตจากบ้านหลังแรกของคนทำงาน และแอล.พี.เอ็น.ฯ ยังมีแผนที่จะทำตลาดดังกล่าวต่อเนื่อง ขณะที่นายสัมมา คีตสิน ผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ กล่าวว่า การที่ตลาดชลบุรี-พัทยา มีซัพพลายเข้าสู่ตลาดจำนวนมาก โดยเฉพาะคอนโดมิเนียม จึงน่าเป็นห่วงเรื่องความเสี่ยงที่จะโอเวอร์ซัพพลาย หรือจำนวนอุปทานที่อาจจะมากเกินกว่าความต้องการ


 ที่มา: หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันศุกร์ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

กระจกแปรรูป โต เด้งรับอสังหาฯบูม

นายมีเกียรติ กนกอุรุโรจน์ ผู้จัดการฝ่ายขาย บริษัท กลาสฟอร์ม แมนูแฟคเจอร์ริ่ง จำกัด เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดกระจกในปีนี้มีขยายตัวได้ดี เนื่องจากการลงทุนภาคอสังหาริมทรัพย์ รถไฟฟ้า รวมถึงการก่อสร้างอื่นๆ ที่ส่งผลให้ธุรกิจกระจกเติบโตสูงและมีการแข่งขันกันมากขึ้น ซึ่งคนเริ่มรู้จักและนำกระจกแปรรูปมาใช้ตกแต่งในงานก่อสร้างอาคาร และงานเฟอร์นิเจอร์มากขึ้น เพราะมีรูปแบบหลากหลายทั้งกระจกลามิเนต กระจกเคลือบสี กระจกนิรภัย กระจกประหยัดพลังงาน กระจกเก็บความเย็น เป็นต้น คาดว่ากระจกแปรรูปจะมีมูลค่าตลาดรวม 2,000 กว่าล้านบาท หรือคิดเป็น 70% ของมูลค่าตลาดรวมกระจกทั้งหมด โดยบริษัทมีส่วนแบ่งตลาดกระจกแปรรูปอยู่ที่ 11% นายมีเกียรติกล่าวว่า บริษัทตั้งเป้ายอดขายปีนี้เพิ่มขึ้น 20% หรือมูลค่าประมาณ 250 ล้านบาท ปัจจุบันมีกำลังการผลิต 10,000 ตารางฟุตต่อสัปดาห์ ส่วนกลยุทธ์ด้านการตลาดยังเน้นการแข่งขันด้านราคาเป็นหลัก รวมถึงการเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้า ที่มา: http://www.prachachat.net

วันศุกร์ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

กทม.คาดพร้อมบังคับใช้กม.ผังเมืองรวมกรุงเทพฯฉบับใหม่ได้ 16 พ.ค.นี้




นายจุมพล สำเภาพล รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร(กทม.) เปิดเผยภายหลังการประชุมสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับการบังคับใช้ร่างผังเมืองรวมกรุงเทพมหานครฉบับใหม่ว่า คณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบหลักการร่างกฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวมกรุงเทพมหานครฉบับใหม่เรียบร้อยแล้ว โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการเสนอ รมว.มหาดไทยลงนามและประกาศใช้บังคับกฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวมกรุงเทพมหานครในราชกิจจานุเบกษา คาดว่าจะสามารถประกาศใช้ได้ทันกำหนดในวันที่ 16 พ.ค.56

สำหรับผังเมืองรวมกรุงเทพมหานครฉบับใหม่ ซึ่งเป็นฉบับปรับปรุงครั้งที่ 3 ได้มีการปรับเปลี่ยนแผนผังการใช้ประโยชน์ที่ดินให้มีความเหมาะสมและสอดคล้องกับสภาพการพัฒนาพื้นที่ในปัจจุบันและศักยภาพการพัฒนาในอนาคตของบางพื้นที่ด้วย โดยเฉพาะบริเวณใกล้ระบบขนส่งมวลชนทางราง รวมถึงแผนผังอื่นๆ อาทิ แผนผังโครงการคมนาคมขนส่ง ซึ่งมีเป้าหมายในการพัฒนาโครงข่ายถนนสายหลักและถนนสายรอง และส่งเสริมให้มีการเข้าถึงสถานีระบบขนส่งมวลชนทางรางที่สะดวก แผนผังแสดงที่โล่ง ซึ่งกำหนดให้มีที่โล่งเพื่อการพักผ่อนและส่งเสริมสภาพแวดล้อมเพิ่มขึ้น

"ที่สำคัญผังเมืองรวมฉบับนี้ได้กำหนดให้มีแผนผังโครงการกิจการสาธารณูปโภค ซึ่งมุ่งเน้นการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัย การบำบัดน้ำเสีย และการจัดการขยะมูลฝอย นับเป็นแผนผังโครงการกิจการสาธารณูปโภคฉบับแรกของประวัติศาสตร์การผังเมืองของประเทศไทย" นายจุมพล กล่าว

นอกจากนี้ผังเมืองรวมกรุงเทพมหานครฉบับใหม่ ยังมีวัตถุประสงค์ในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนด้วยการพัฒนาสาธารณูปโภคและสาธารณูปการให้เพียงพอและได้มาตรฐาน การปรับเปลี่ยนกรุงเทพฯ จากการเป็นมหานครที่มีปัญหาวิกฤตด้านการจราจรโดยรถยนต์ส่วนบุคคลมาเป็นมหานครที่ใช้ระบบขนส่งมวลชนทางราง อันเป็นระบบขนส่งมวลชนสาธารณะ และที่สำคัญที่สุด คือ การพัฒนาให้กรุงเทพฯ เป็นมหานครสีเขียวที่ประหยัดพลังงาน และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของปัญหาภาวะโลกร้อน



ที่มา สำนักข่าวอินโฟเควสท์




วันจันทร์ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2556

ทุนใหญ่รุกอสังหาฯ เชียงใหม่-เชียงรายรับเออีซี


ตลาดอสังหาริมทรัพย์เชียงใหม่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องปี2556 มีที่อยู่อาศัยระหว่างการขายมูลค่ากว่า 5 หมื่นล้านบาท โดยมีกลุ่มทุนใหญ่ยึดทำเลทอง

ด้วยเหตุผลที่เชียงใหม่เป็นหัวเมืองหลักด้านการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยวของภาคเหนือ เช่นเดียวกับเชียงราย ถูกพลิกโฉมเป็นประตูหน้าด่านเชื่อมต่อประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน ถือเป็นแรงดึงดูดให้บรรดายักษ์ใหญ่ต่างขยับเข้ามาลงทุนหวังจะครองตลาดที่อยู่อาศัยก่อนการเปิดประชาคมอาเซียนในปี 2558

นายไตรเตชะ ตั้งมติธรรม กรรมการบริหาร บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เชียงใหม่เป็นตลาดที่มีความน่าสนใจ มีศักยภาพสูง ลูกค้าที่มีกำลังซื้อ สังเกตจากยอดขายของ บริษัทที่มาลงทุนเชียงใหม่ช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ทั้งโครงการบ้านจัดสรร และคอนโดมิเนียม พบว่าลูกค้ามีการซื้อเพื่อลงทุน ซื้อด้วยเงินสดมากกว่าจังหวัดอื่น ที่ไปลงทุน เช่น ภูเก็ต ขอนแก่น อุดรธานี สุราษฎร์ธานี การขอสินเชื่อจากธนาคารได้รับการปฏิเสธในสัดส่วนที่น้อยมากเมื่อเทียบกับภูเก็ต

          ขณะเดียวกันเชียงใหม่ยังมีสิ่งสนับสนุนให้เกิดโครงการใหม่ทั้งผังเมืองรวมจังหวัดเชียงใหม่ที่มีความชัดเจน กำหนดความสูงของอาคาร ยังพบว่าโมเดิร์นเทรดด้านวัสดุก่อสร้างก็มาลงทุนเชียงใหม่หลายโครงการทั้ง โฮมโปร , โกลบอลเฮ้าส์ , โฮมเวิร์คดูโฮม

"ธอส."โชว์ตัวเลขอสังหาฯรอขาย'555หมื่นล.นายสัมมา คีตสิน ผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ กล่าวว่าเชียงใหม่ มีที่อยู่อาศัยระหว่างการขายปี 2555 จำนวน 149 โครงการ กว่า 19,800 หน่วย มูลค่ารวมกว่า 5 หมื่นล้านบาท เป็นบ้านจัดสรร 105 โครงการ จำนวน 13,700 หน่วย มูลค่าโครงการกว่า 4 หมื่นล้านบาท เฉลี่ยพื้นที่โครงการ 21-50 ไร่ ส่วนใหญ่มีไม่เกิน 150 หน่วยต่อโครงการ โดยอ.สันทราย มีบ้านจัดสรรมากที่สุด รองลงมาเป็นอ.เมือง หางดง ดอยสะเก็ด และสันกำแพง ส่วนอาคารชุดมีทั้งหมด 44 โครงการ จำนวน 6,100 หน่วย ส่วนใหญ่มีไม่เกิน 200 หน่วยต่อโครงการ

ทั้งนี้เป็นโครงการอาคารชุดที่เปิดขายในรอบ 2 ปีคือช่วงปี 2554-2555 มีโครงการที่ใกล้จะขายหมดแล้ว 10 โครงการ และมีโครงการที่เพิ่งเปิดขายใหม่ช่วงต.ค.2555-ก.พ.2556 อีก19 โครงการ หรือกว่า 3,000 หน่วย มูลค่ากว่า 1 หมื่นล้านบาท โดยระดับราคา68% อยู่ในช่วง 1-2 ล้านบาท รองลงมา 17% อยู่ในช่วงราคา 2-3 ล้านบาท และ10 % อยู่ในช่วงราคา 3-5 ล้านบาท

          TIS-Cชี้อสังหาฯ56แนวโน้มดีต่อเนื่อง  นายณรงค์ ตนานุวัฒน์ ศูนย์บริการข้อมูลการค้า-การลงทุน เชียงใหม่ (TIS-C) กล่าวว่า ตลาดอสังหาฯของเชียงใหม่มีการเปลี่ยนแปลงจากเดิมช่วง 2 ปีที่ผ่านมา จากที่เป็นการลงทุนที่พักอาศัยแนวราบ แต่ปัจจุบันเริ่มมีการลงทุนแนวสูงที่เป็นห้องชุดหรือคอนโดฯมากขึ้น ขณะนี้มีที่อยู่อาศัยระหว่างการขายทั้งสิ้น 149 โครงการ หรือประมาณ 19,800 หน่วย เป็นบ้านจัดสรร105 โครงการ ประมาณ 13,700 หน่วย และอาคารชุด 44 โครงการ ประมาณ 6,100 หน่วย

ส่วนหนึ่งเป็นเพราะช่วงสุญญากาศของกฎหมายผังเมืองทำนักลงทุนอสังหาฯเร่งขออนุญาตจัดสรรที่ดินจำนวนมาก ส่งผลให้ที่ดินมีราคาสูงเท่าตัว การลงทุนด้านอสังหาฯที่เติบโต ทำให้การลงทุนในกลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการก่อสร้าง รวมถึงภาคแรงงาน แต่การลงทุนที่มักกระจุกตัวอยู่บริเวณตัวเมืองเชียงใหม่ การจราจรที่แออัด ทำให้กลุ่มทุนหลายรายต่างจับจองทำเลลงทุนใหม่บริเวณวงแหวนรอบกลางมากขึ้น คาดปีนี้ตลาดอสังหาฯในเชียงใหม่จะยังคงมีแนวโน้มที่ดี

เชียงรายเนื้อหอมอสังหาฯ-ค้าวัสดุปักหลักลงทุนนายชวลิต สุธรรมวงศ์ ประธานอาวุโสหอการค้าจังหวัดเชียงราย กล่าวว่าจากตัวเลขของสำนักงานที่ดินจังหวัดเชียงราย ปีนี้พบมีการขออนุญาตการใช้พื้นที่กว่า 16 โครงการมีคอนโดอยู่ระหว่างการก่อสร้างไม่ต่ำกว่า 10 โครงการ รวมถึงกลุ่ม"สุวรรณรายา" ทุนท้องถิ่นก็เตรียมเปิดบ้านจัดสรรเพิ่ม ขณะที่กลุ่มทุนขนาดใหญ่ทั้งแลนด์แฮนเฮ้าส์ ก็มีการซื้อที่ดินเตรียมเปิดตัวโครงการบ้านจัดสรร ขณะเดียวกันยังมี"พีดี เฮ้าส์" ศูนย์รับสร้างบ้านรายใหญ่ ได้เปิดสำนักงานรับ สร้างบ้านโดยเฉพาะ เพื่อตอบโจทย์ตลาดต่างจังหวัดที่ผู้รับเหมาก่อสร้างบ้านหายาก รวมทั้ง โกลบอล เฮ้าส์ และไทวัสดุ เตรียมเปิดสาขาให้บริการ

"ยอมรับว่าเชียงรายตอนนี้มีการลงทุนอสังหาฯเพิ่มขึ้น มีปัจจัยเกื้อหนุนหลายอย่างทั้งสะพานข้ามแม่น้ำโขงแห่งที่ 4 ซึ่งจะสร้างเสร็จเดือน มิ.ย.นี้ มีด่านการค้าชายแดนถึง 3 ด่านทั้งด่านศุลกากรแม่สาย ด่านศุลกากรเชียงแสน และด่านศุลากรเชียงของ มีเส้นทางอาร์สามเอเชื่อมต่อกลุ่มจีเอ็มเอส การเติบโตของเชียงรายมีการกระจายตัวตั้งแต่อ.แม่จัน อ.แม่สาย อ.เชียงแสน" นายชวลิต กล่าว

จับตา 3 อำเภอชายแดนอสังหาฯบูม นายบุญธรรม ทิพย์ประสงค์ ประธานหอการค้าจังหวัดเชียงราย กล่าวว่า ตลาดอสังหาฯเชียงรายเติบโตขึ้นมาก โดยเฉพาะอ.แม่สาย อ.เชียงของ และอ.เชียงแสน ถือเป็นพื้นที่ชายแดนที่มีความสำคัญด้านเศรษฐกิจ มีอาณาเขตติดกับประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้มีการขยายตัวด้านการค้าและการลงทุนสูงค่อนข้างสูง

อุปสรรคสำคัญต่อการขยายเมืองของเชียงราย คือผังเมืองรวมทั้ง 3 อำเภอยังไม่มีผังเมือง โซนนิ่ง เข้ามาควบคุมการพัฒนาเมือง ในส่วนของอสังหาฯในพื้นที่เขตเมืองพบมีบ้านจัดสรรและคอนโดฯเพิ่มขึ้นปีนี้ไม่ต่ำกว่า 30% เทียบกับปีที่ผ่านมา " นายบุญธรรม กล่าว

แลนด์แอน์เฮ้าส์เคลื่อนทัพบุกตลาดบ้านจัดสรรเชียงราย นายไพศาล ภู่เจริญ รองประธานกรรมการ บริษัท แลนด์แอนด์เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เชียงราย เป็นหัวเมืองที่กำลังเติบโต เป็นเมืองใหญ่ที่สุดในซีกที่ติดกับประเทศเพื่อนบ้านหลายประเทศในกลุ่มเออีซี ถือว่าได้รับประโยชน์หลายประการจากการเข้าสู่เออีซี มีศักยภาพในการเติบโตของเมือง ขณะที่คู่แข่งตอนนี้ยังไม่มีรายใหญ่เข้ามา มีเพียงกลุ่มทุนท้องถิ่นรายเล็กๆ เท่านั้น ดังนั้น การแข่งขันยังไม่รุนแรง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเป็นเมืองขนาดเล็ก ทั้งนี้ บริษัทได้ซื้อที่ดินเตรียมเปิดหลายโครงการในเชียงราย โดยรูปแบบโครงการวางไว้หลายแบบ คาดว่าจะเปิด ได้ภายในปีนี้ รายงานแจ้งว่าว่า กลุ่มแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ได้ซื้อที่ดินบริเวณต.บ้านดู่ กว่า 90 ไร่ เพื่อเตรียมเปิดโครงการบ้านจัดสรร




วันพุธที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2556

เจาะตลาดอสังหาริมทรัพย์นครราชสีมามาแรง





หลังจากตลาดอสังหาริมทรัพย์ขยายตัวอย่างต่อเนื่องในกรุงเทพฯ ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา จนกระทั่งผู้ประกอบการในตลาดหลักทรัพย์ต่างขยายโครงการออกสู่ภูมิภาคเป็นการใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นหัวเมืองตากอากาศอย่างหัวหินที่โครงการคอนโดมิเนียมขึ้นเป็นดอกเห็ด และอีกภาคหนึ่งที่กำลังร้อนแรง นั่นคือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งกำลังมีการขยายตัวที่ร้อนแรงไม่แพ้ภาคอื่นๆ

ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ได้ "วิเคราะห์สถานการณ์ตลาดที่อยู่อาศัย นครราชสีมา" โดยนายสัมมนา คีตสิน ผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์หลังจากสำรวจโครงการที่อยู่อาศัยล่าสุดในพื้นที่ดังกล่าวมีข้อมูลที่น่าสนใจ ซึ่งทำการสำรวจเฉพาะอำเภอเมืองและอำเภอปากช่อง พบหน่วยที่อยู่อาศัยในผังของโครงการ ซึ่งอยู่ในระหว่างการขาย ประเภทบ้านจัดสรรประมาณ 6,900 หน่วย และห้องชุดประมาณ 730 หน่วย ในประเภทบ้านจัดสรรมีหน่วยของโครงการบ้านจัดสรรซึ่งอยู่ระหว่างการขายประมาณ 6,900 หน่วย จากโครงการจัดสรร 55 โครงการซึ่งมีการขายต่อเนื่อง มีมูลค่าโครงการการรวมกันทั้งสิ้นประมาณ 22,900 ล้านบาท ขายได้แล้วสะสม ประมาณ 4,100 หน่วย หรือขายได้แล้วร้อยละ 60 ของหน่วยในผังทั้งหมดเหลือขายประมาณ 2,800 หน่วย มูลค่าเหลือขายรวมประมาณ 10,300 ล้านบาท  ในจำนวนนี้ มีประมาณ 51 โครงกร 6,400 หน่วย ที่เปิดขายก่อนไตรมาส 3 ปี 2555 หน่วยบ้านจัดสรรประมาณร้อยละ 6 อยู่ในระดับราคาไม่เกิน 1 ล้านบาท ร้อยละ 2.1-3 ล้านบาท และร้อยละ 33 อยู่ในระดับราคา3.1-5 ล้านบาท จากหน่วยในผังโครงการจัดสรรทั้งหมด อยู่ในอำเภอเมืองประมาณ 5,900 หน่วย และอำเภอปากช่องประมาณ 1,100 หน่วย เป็นทาวน์เฮ้าส์ประมาณ 400 หน่วย ที่เหลือเป็นบ้านแฝด และอาคารพาณิชย์

สำหรับสถานะของการก่อสร้าง พบว่า เป็นหน่วยที่ยังไม่ก่อสร้างประมาณ 1,800 หน่วย อยู่ระหว่างก่อสร้างประมาณ 1,900 หน่วย และส่วนใหญ่ก่อสร้างแล้วเสร็จมีเหลือขาย (หรือเป็นบ้านว่าง) ประมาณ 200 หน่วย

ส่วนอัตราการดูดซับของบ้านจัดสรรในนครราชสีมาอยู่ที่ประมาณร้อยละ 6 หรือหมายความว่า หากไม่มีการเปิดขายหน่วยบ้านจัดสรรใหม่เลย ตลาดจะขายได้หมดภายในระยะเวลาประมาณ 17 เดือน อย่างไรก็ตามในช่วงระหว่างตุลาคม 2555- มีนาคม 2556 มีโครงการบ้านจัดสรรเปิดขายใหม่อีก 4 โครงการ รวมประมาณ 23 หน่วย โดยอยู่ในอำเภอปากช่อง 2 โครงการ รวมประมาณ 120 หน่วย และอำเภอเมือง 2 โครงการ รวมประมาณ 110 หน่วย

ในประเภทอาคารชุด มีห้องชุดซึ่งอยู่ระหว่างการขายทั้งหมดประมาณ 730 หน่วย จากประมาณ 7 โครงการมูลค่าโครงการรวมกันทั้งสิ้นประมาณ 2,900 ล้านบาท ขายได้แล้วสะสมประมาณ 560 หน่วย หรือขายได้แล้ว ประมาณ ร้อยละ 76 ของหน่วยในผังทั้งหมดอยู่ในอำเภอเมืองประมาณ 240 หน่วย ในอำเภอปากช่องประมาณ 490 หน่วย เป็นห้องแบบสตูดิโอประมาณ 120 หน่วย แบบหนึ่งห้องนอนประมาณ 140 หน่วย แบบสองห้องนอนประมาณ 450 หน่วย และแบบสามห้องนอน 30 หน่วย

สำหรับสถานะของการก่อสร้าง พบว่า เป็นหน่วยที่ยังไม่ก่อสร้างประมาณ 160 หน่วย อยู่ระหว่างก่อสร้างประมาณ 410 หน่วย และก่อสร้างแล้วเสร็จประมาณ 160 หน่วย โดยจากหน่วยที่ก่อสร้างแล้วเสร็จมีเหลือขาย (หรือเป็นห้องว่าง)ประมาณ 50 หน่วย

ส่วนอัตราการดูดซับของห้องชุดในนครราชสีมา อยู่ที่ประมาณร้อยละ 22 หรือหมายความว่าหากไม่มีการเปิดขายหน่วยห้องชุดใหม่เลย ตลาดจะขายได้หมดภายในระยะเวลาไม่ถึง 5 เดือน

อย่างไรก็ตาม ในช่วง 5 เดือนล่าสุด ระหว่างตุลาคม 2555 - มีนาคม 2556 มีโครงการอาคารเปิดขายใหม่อีกประมาณ 11 โครงการ ด้วยจำนวนหน่วยรวมประมาณ 2,250 หน่วย โดยอยู่ในอำเภอปากช่อง 8 โครงการ รวมประมาณ 1,290 หน่วย และอำเภอเมือง 3 โครงการ รวมประมาณ 960 หน่วย


ที่มา: หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันจันทร์ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2556

อสังหาชลบุรีโตอันดับ 2 รองจากกรุงเทพฯ




นายสัมมา คีตสิน ผู้อำนวยการ ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ เปิดเผยผลสำรวจโครงการที่อยู่อาศัย จังหวัดชายทะเลชลบุรี ระยอง และหัวหิน ชะอำ ปราณบุรี เฉพาะโครงการที่อยู่ระหว่างการขายซึ่งมีหน่วยเหลือขายไม่ต่ำกว่า 6 หน่วย ว่า จังหวัดชลบุรี มีหน่วยที่อยู่อาศัยในผังโครงการของผู้ประกอบการซึ่งอยู่ในระหว่างการขายทั้งสิ้นประมาณ 69,600 หน่วยโดยเป็นบ้านจัดสรร ประมาณ 39,800 หน่วย อาคารชุด 56,400 หน่วย และบ้านพักตากอากาศ ประมาณ 400 หน่วย มากกว่าทุกจังหวัดในประเทศไทย แต่เป็นที่สองรองจากกรุงเทพฯ

โครงการบ้านจัดสรรมีทั้งหมด 363 โครงการรวมมูลค่า 113,000 ล้านบาท ขายได้แล้วประมาณ 27,500 หน่วย หรือ 69% ของหน่วยในผังทั้งหมด โดยบ้านจัดสรรในสัดส่วนประมาณ 36% มีระดับราคา 1-2 ล้านบาท และ 72% มีระดับราคา 2-5 ล้านบาท ซึ่งในระดับราคา 1-2 ล้านบาทเป็นทาวน์เฮาส์หรือบ้านเดี่ยวชั้นเดียวเป็นส่วนใหญ่

โครงการจัดสรรทั้งหมดอยู่ในอำเภอศรีราชา ประมาณ 13,000 หน่วย อำเภอบางละมุง ประมาณ 11,200 หน่วย อำเภอเมืองประมาณ 8,100 หน่วย อำเภอสัตหีบประมาณ 4,700 หน่วย และในอำเภอพานทองประมาณ 2,900 หน่วย ซึ่งทุกอำเภอมีบ้านเดี่ยวมากกว่าทาวน์เฮาส์ ยกเว้นอำเภอเมืองชลบุรีมีทาวน์เฮาส์มากกว่าบ้านเดี่ยว

อาคารชุด ซึ่งอยู่ระหว่างการขายมีประมาณ 217 โครงการ จำนวนหน่วยและจำนวนโครงการมากเป็นที่สองรองจากกรุงเทพฯ รวมมูลค่าโครงการประมาณ 170,200 ล้านบาท ขายได้แล้วประมาณ 37,400 หน่วย หรือขายได้แล้วประมาณ 66% ของหน่วยในผังทั้งหมด โครงการอาคารชุดทั้งหมด อยู่ในอำเภอบางละมุงมากถึงประมาณ 42,400 หน่วย อำเภอเมือง ประมาณ 8,500 หน่วย อำเภอสัตหีบ ประมาณ 3,600 หน่วย และอำเภอศรีราชา ประมาณ 1,900 หน่วย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นห้องแบบหนึ่งห้องนอน

บ้านพักตากอากาศ หรือวิลล่า นับเฉพาะโครงการที่มีหน่วยเหลือขายอย่างน้อย 1 หน่วย มีจำนวนประมาณ 10 โครงการรวมประมาณ 400 หน่วย อยู่ในอำเภอบางละมุงประมาณ 250 หน่วย และในอำเภอสัตหีบประมาณ 150 หน่วย เป็นประเภทบ้านเดี่ยวทั้งสิ้น ซึ่งทั้งหมดขายได้แล้วประมาณ 190 หน่วย หรือขายได้แล้วประมาณ 47% ของหน่วยในผังทั้งหมด

จังหวัดระยอง มีหน่วยที่อยู่อาศัยในผังของโครงการของผู้ประกอบการซึ่งอยู่ในระหว่างการขายทั้งสิ้นประมาณ 12,600 หน่วย เป็นบ้านจัดสรร ประมาณ 10,400 หน่วย อาคารชุด ประมาณ 2,100 ปน่วยและบ้านพักตากอากาศ ประมาณ 120 หน่วย

โครงการบ้านจัดสรรมีทั้งหมด 106 โครงการ มูลค่าโครงการการรวมกันทั้งสิ้นประมาณ 23,700 ล้านบาท ขายได้แล้วประมาณ 6,900 หน่วย หรือขายได้แล้วประมาณ 66% ของหน่วยในผังทั้งหมด โดยที่บ้านจัดสรร ประมาณ 47% อยู่ในระดับราคา 1-2 ล้านบาท และ 32% อยู่ในระดับราคา 2-5 ล้านบาท

โครงการจัดสรรทั้งหมดอยู่ในอำเภอเมืองระยอง ประมาณ 4,500 หน่วย อำเภอปลวกแดง ประมาณ 3,500 หน่วย อำเภอบ้านฉาง ประมาณ 1,800 หน่วย แบะในอำเภอนิคมพัฒนา ประมาณ 600 หน่วย ส่วนใหญ่เป็นบ้านเดี่ยว

อาคารชุด มีทั้งหมด 20 โครงการ มูลค่ารวมกันทั้งสิ้นประมาณ 4,800 ล้านบาท ขายได้แล้วประมาณ 1,500 หน่วยหรือขายได้แล้ว 70% ของหน่วยในผังทั้งหมดโดยห้องชุด 41% อยู่ในระดับราคา 1-2 ล้านบาทและ 11% อยู่ในระดับราคา 2-3 ล้านบาท ซึ่งอยู่ในอำเภอเมืองระยองประมาณ 1,500 หน่วยที่เหลืออยู่ในอำเภอแกลงและอำเภอปลวกแดง

พื้นที่ชะอำ หัวหิน ปราณบุรี มีหน่วยที่อยู่อาศัยในผังของโครงการของผู้ประกอบการซึ่งเป็นหน่วยบ้านจัดสรร ประมาณ 4,750 หน่วย อาคารชุด  ประมาณ 14,900 หน่วย

โครงการบ้านจัดสรรซึ่งอยู่ระหว่างการขายมาจาก 69 โครงการ มีมูลค่าโครงการรวมกันทั้งสิ้นประมาณ 15,300 ล้านบาท ขายได้แล้วประมาณ 2,550 หน่วย หรือขายได้แล้วเพียงประมาณ 54% ของหน่วยในผังทั้งหมดระดับราคาต่อหน่วยระดับราคาต่อหน่วยบ้านจัดสรรค่อนข้างใกล้เคียงกันระหว่าง 1-2 ล้านบาท ระดับ 2-3 ล้านบาท และระดับ 3-5 ล้านบาท

โครงการจัดสรรทั้งหมดอยู่ในอำเภอหัวหิน ประมาณ 3,250 หน่วย อำเภอปราณบุรี ประมาณ 800 หน่วย และอำเภอชะอำประมาณ 700 หน่วย อำเภอบ้านฉางประมาณ 1,800 หน่วย และอำเภอนิคมพัฒนาประมาณ 600 หน่วย ซึ่งบ้านเดี่ยวมีสัดส่วนสูงสุด

อาคารชุด มีทั้งหมด 48 โครงการ รวมมูลค่าโครงการ 67,600 ล้านบาท ขายได้แล้วประมาณ 8,000 หน่วย มูลค่าที่ขายได้ประมาณ 36,900 ล้านบาท โดยมีห้องชุด 19% อยู่ในระดับราคา 1-2 ล้านบาท อีก 18% อยู่ในระดับราคา 2-3 ล้านบาท และ 34% อยู่ในระดับราคา 3-5 ล้านบาท อยู่ในอำเภอชะอำประมาณ 9,300 หน่วย อำเภอหัวหิน ประมาณ 4,600 หน่วย และอำเภอปราณบุรี ประมาณ 1,000 หน่วย



ที่มา : วารสารการเงินธนาคาร ฉบับที่ 372 เมษายน 2556