วันอาทิตย์ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ปั่นราคาที่ดินแพงทุกจังหวัดเหลื่อมล้ำ'รวย-จน'จ่อปะทุ...!

ในช่วง 1-2 ปีนี้ ที่ดินทั่วฟ้าเมืองไทยทั้งที่มีเอกสารสิทธิถูกต้อง หรือไม่ถูกต้อง ราคาพุ่งขึ้นยกแผง 30-100% บางพื้นที่แตะไร่ละ 100-160 ล้านบาท โดยเฉพาะในโซนเมืองชายทะเลและ หัวเมืองเศรษฐกิจสำคัญ

พื้นที่ฮอตฮิตก็คือ ที่ดินเมืองชายทะเลพัทยา ชะอำ หัวหิน ภูเก็ต พังงา กระบี่ เกาะสมุย ไล่ระดับราคาตั้งแต่ 30-120 ล้านบาท ส่วนราคาที่ดินที่บอกขายสูงสุดอยู่ที่หาดใหญ่ไร่ละ 160 ล้านบาท

ปัจจุบันราคาที่ดินเมืองชายทะเลก็ยังคงขยับสูงขึ้น คู่ขนานไปกับกระแสการ ท่องเที่ยวเติบโต อีกทั้งได้แรงหนุนจาก กลุ่มทุนไทยและทุนต่างชาติที่แห่เข้ามา ลงทุนอสังหาริมทรัพย์ในเมืองท่องเที่ยวเหล่านี้

ส่วนราคาที่ดินในหัวเมืองใหญ่ก็เพิ่มขึ้นรายวันกันเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นเชียงใหม่ พิษณุโลก ขอนแก่น อุดรธานี นครราชสีมา หนองคาย ชลบุรี ระยอง สมุทรสาคร เพชรบุรี เป็นต้น โดยมีแรงกระตุ้นมาจากโครงการลงทุนเมกะโปรเจ็กต์ของรัฐบาล ที่กำลังจะเกิดขึ้นหลายโครงการ โดยเฉพาะโครงการรถไฟความเร็วสูง (ไฮสปีดเทรน) รถไฟทางคู่ ถนนมอเตอร์เวย์

รวมถึงกระแสการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ภาคค้าปลีกปูพรมขยายสาขาในต่างจังหวัด และการลงทุนด้านราคาจูงใจ แม้แต่ที่ดินที่มีเพียงใบ ภ.บ.ท.5 ราคาปรับขึ้นจากไร่ละ 1-2 หมื่นบาท เป็นหลายแสนบาท และสูงสุดอยู่ที่ 4-5 ล้านบาท/ไร่ โดยเฉพาะที่ดินใน เส้นทางที่แนวถนนมอเตอร์เวย์สายกาญจนบุรี- พุน้ำร้อนจะตัดผ่านได้ถูกกว้านซื้อไปเกือบหมดแล้ว

ก่อนหน้านี้ ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ระบุว่า ปีที่ผ่านมาราคาที่ดินปรับสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ตั้งแต่ 30-100% พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าราคาที่ดินขยับขึ้นเร็วและร้อนแรง เกินไปที่พักอาศัย โรงแรม รีสอร์ตในจังหวัดต่าง ๆ เพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ จังหวัดหัวเมืองรองที่เป็นเมืองเศรษฐกิจชายแดน มีด่านการค้าเป็นประตูเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน ราคาที่ดินก็พุ่งขึ้นหลายเท่าตัว แม้ว่าที่ดินในบางพื้นที่จะไม่มีเอกสารสิทธิก็ตาม เช่น ที่ดินในอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ซึ่งเป็นพื้นที่นำร่องเขตเศรษฐกิจพิเศษ ชายแดน และพื้นที่ 3 อำเภอชายแดนของจังหวัดเชียงราย (แม่สาย เชียงของ เชียงแสน) เชื่อมโยงกับเมียนมาร์ สปป.ลาว และจีนตอนใต้

ส่วนที่ดินในจังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งเป็นจุดเชื่อมโยงไปสู่ทวายโปรเจ็กต์ในประเทศเมียนมาร์ หลังจากเปิดตัวโครงการทวาย ส่งผลให้ราคาที่ดินในจังหวัดกาญจนบุรีพุ่งสูงขึ้นหลายเท่าตัว ส่วนหนึ่งเป็นการกว้านซื้อเพื่อเก็งกำไรและซื้อเพื่อการลงทุนในอนาคต ขณะที่ชาวบ้านก็แห่ขายที่ดินเพราะ

วันนี้อาจกล่าวได้ว่าการปั่นราคาที่ดิน จนสูงเกินมูลค่าที่แท้จริงกำลังส่งผล กระทบเป็นโดมิโน นับตั้งแต่กลุ่มผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ที่ไม่ใช่ยักษ์ใหญ่ก็เริ่มโอดโอย เพราะต้นทุนที่ดินทะลุเพดานไปหมดแล้ว

ขณะที่บิ๊กแบรนด์บางรายก็ออกมา ฟันธงว่า ราคาที่ดินที่เพิ่มสูงขึ้นอย่าง รวดเร็วทำให้ต้นทุนที่ดินสูงมาก จากนี้ไปปัญหาของวงการอสังหาริมทรัพย์ก็คือ ราคาที่ดิน เพราะจะหาซื้อที่ดินราคา เหมาะสมเพื่อทำโครงการใหม่ได้ยากขึ้น รวมทั้งจะทำให้ภาพรวมตลาดชะลอตัว

ทว่าในท้ายที่สุดแล้ว ผู้ที่แบกรับ ผลกระทบเต็ม ๆ ก็คือประชาชน เพราะไม่สามารถที่จะหาซื้อบ้านพักอาศัยได้ หากราคาบ้านหรือคอนโดมิเนียมสูงเกินกำลังซื้อ

ส่วนอีกเซ็กเตอร์หนึ่งที่ได้รับผลกระทบไปด้วยก็คือ ราคาที่ดินทำการเกษตรขยับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากยางพารา ปาล์มน้ำมัน อ้อย ข้าว และ มันสำปะหลังราคาดี จึงทำให้ราคาที่ดินปรับขึ้นประมาณ 20-30%

ฉะนั้น ที่ดินผืนงามจึงตกไปอยู่ใน มือของผู้มีสายป่านยาว หรือกลุ่มผู้ล่วงรู้ข้อมูลวงในว่าจะมีโครงการภาครัฐลงไปในพื้นที่ก็จะกว้านซื้อตุนไว้ล่วงหน้าเพื่อเก็งกำไร

ราคาที่ดินที่ปรับขึ้นเร็วและสูงมากเช่นนี้ ทำให้ประชาชนตาดำ ๆ ทั่วไปไม่สามารถที่จะหาซื้อที่ดินมาเป็นทรัพย์สินของตัวเองได้ ส่วนหนึ่งยอมเสี่ยงเข้าไปบุกรุกป่า สำหรับคนที่มีที่ดินอยู่ในมือก็ทยอยขายให้กลุ่มนายทุน

วันนี้ความมั่งคั่งในการครอบครองที่ดินจึงยังคงกระจุกตัวอยู่เฉพาะในกลุ่มคนส่วนบน ตราบใดที่ประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายที่จะมาจัดระเบียบการถือครองที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง

ความเหลื่อมล้ำในสังคมระหว่าง "คนรวยคนจน" จะยิ่งห่างออกไปอีก ความขัดแย้งแย่งชิงทรัพยากรธรรมชาติรอวันปะทุ

ที่มา: หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ

'ศุภาลัย วิลล์ เทพประสิทธิ์ 8' ทาวน์โฮมคุณภาพใจกลางพัทยา

"พัทยา" ทำเลเด่นที่หลายๆคนต้องการสำหรับการพักผ่อนและอยู่อาศัย หรือมีไว้เป็นบ้านหลังที่ 2 ด้วยศักยภาพของทำเล พื้นที่ที่แวดล้อมด้วยธรรมชาติที่สวยงาม ไม่ไกลจากกรุงเทพฯมากนัก ทั้งนี้ โครงการคุณภาพที่อยากแนะนำก็คือ โครงการศุภาลัย วิลล์ เทพประสิทธิ์ 8 พัฒนาโดยบริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) ตั้งอยู่บนพื้นที่ประมาณ 8 ไร่ ใจกลางพัทยา เดินทางสะดวก เข้าออกได้ทั้งทางถนนเทพประ สิทธิ์ และถนนพัทยาสาย 3

สำหรับโครงการศุภาลัย วิลล์ เทพประสิทธิ์ 8 พัฒนาในรูปแบบทาวน์โฮม 3 ชั้น สไตล์โมเดิร์น ขนาดพื้นที่ 21 ตารางวาขึ้นไป 3 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ ที่จอดรถ 2 คัน พื้นที่ใช้สอย 178 และ 181 ตารางเมตร ในราคาเริ่มต้นเพียง 3 ล้านกว่าบาท

ทั้งนี้ ภายในโครงการมีการออกแบบให้เป็นบ้านประ หยัดพลังงาน โดยเน้นประโยชน์การใช้สอยในทุกตารางเมตรอย่างเต็มที่ แต่ละโซนออกแบบเพื่อการอนุรักษ์พลังงาน ซึ่งได้รับการรับรองมาตรฐานระดับสากล ISO 9001:2008 สำหรับการจัดวางตำแหน่งห้องและการเลือกใช้วัสดุ มีการเล่นระดับของชั้นต่างๆ เพิ่มบรร ยากาศแปลกใหม่ และแบ่งสัดส่วนการใช้สอยได้มากกว่า ด้วยมุมพักผ่อนที่ชั้น 1 และชั้น 2 พร้อมระเบียงส่วนตัวทุกห้องนอน นอกจากนี้ห้องนั่งเล่นชั้น 2 สามารถปรับเปลี่ยนเป็นห้องทำงานหรือห้องนอนได้ตามต้องการ ส่วนห้องครัวกั้นเป็นสัดส่วน ไม่ส่งกลิ่นรบกวนภาย ในตัวบ้านร่มรื่นและผ่อนคลายกับสวนสวยภายในโครงการขนาดกว่า 1 ไร่

นอกจากนี้โครงการยังแวดล้อมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ เช่น เอาต์เล็ต มอลล์, โลตัส, บิ๊กซี, ร.พ.กรุง เทพ-พัทยา, ร.ร.อักษรเทคโนโลยี, พัทยาปาร์ค, หาดจอมเทียน และเขาพระตำหนัก

พบความลงตัวสมบูรณ์แบบที่ผสมผสานระหว่างความสะดวกสบายและความทันสมัยให้คุณและครอบครัวได้พักผ่อนอย่างสบายอารมณ์ในสังคมคุณภาพ "ระดับศุภาลัย" ได้แล้ววันนี้

ที่มา : หนังสือพิมพ์โลกวันนี้วันสุข

วันศุกร์ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ครึ่งหลังปี 2556 บ้านจัดสรรรุ่ง

ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ คาดการณ์ว่า การเปิดโครงการใหม่ประเภทบ้านจัดสรรจะมีสัดส่วนมากขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ เพราะการขาดแคลนแรงงานจะทำให้การก่อสร้างโครงการอาคารชุดชะลอตัวลง ประกอบกับปัจจัยเสี่ยงทางเศรษฐกิจทำให้ผู้ประกอบการน่าจะมีความระมัดระวังมากขึ้น
ทั้งนี้ จากการสำรวจโครงการที่อยู่อาศัยเปิดขายใหม่ในระหว่างเดือนมกราคม-กลางเดือนมิถุนายน 2556 พบว่ามีโครงการที่อยู่อาศัยเปิดขายใหม่ในพื้นที่กรุงเทพฯปริมณฑล มากกว่า 180 โครงการ จำนวนหน่วยรวมกันประมาณ 5.51 หมื่นหน่วย ซึ่งมากกว่าในช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า
จากจำนวนนี้ แบ่งเป็นบ้านจัดสรรเกือบ 100 โครงการ จำนวนหน่วยรวมประมาณ 1.74 หมื่นหน่วย โดยผู้ประกอบการซึ่งเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ มีส่วนแบ่งการตลาดประมาณ 65% ของจำนวนหน่วยบ้านจัดสรรที่เปิดขายใหม่ทั้งหมด และเป็นอาคารชุดประมาณ 84 โครงการ จำนวนหน่วยรวมประมาณ 3.77 หมื่นหน่วย โดยผู้ประกอบการซึ่งเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ มีส่วนแบ่งการตลาดประมาณ 71% ของจำนวนหน่วยห้องชุดที่เปิดขายใหม่ทั้งหมด  เปรียบเทียบกับช่วง 5 เดือนแรกของปี 2555 มีโครงการที่อยู่อาศัยเปิดขายใหม่ในพื้นที่กรุงเทพฯปริมณฑล รวมประมาณ 141 โครงการ จำนวนหน่วยรวมกันประมาณ 3.82 หมื่นหน่วย จากจำนวนนี้แบ่งเป็นบ้านจัดสรร 79 โครงการ จำนวนหน่วยรวมประมาณ 9,800 หน่วย

ที่มา: หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ

ความต้องการซื้อ'บ้านเดี่ยว'แซงหน้า'คอนโดฯ'

หลังเกิดเหตุการณ์มหาอุทกภัยครั้งใหญ่เมื่อปลายปี 2554 ส่งผลให้กำลังซื้อบ้านในช่วง 2 ไตรมาสแรกปี 2555 วูบหายไปกับกระแสน้ำที่คุกคามมายังพื้นที่ไข่แดงอย่างกรุงเทพมหานคร

ขณะที่ความต้องการซื้อคอนโดมิเนียมดีดตัวเพิ่มขึ้นทันที เพราะทุกคนหันมาซื้อเป็นบ้านหลังที่ 2 แม้ว่าก่อนหน้านั้นมีกระแสข่าวการเกิดฟองสบู่ในตลาด คอนโดฯออกมาบ้าง

อย่างไรก็ตาม หลังจากวันเวลาพิสูจน์แล้วว่าปี 2555 ไม่มีน้ำท่วมซ้ำ ทำให้คนที่คิดจะซื้อบ้านเริ่มคลายกังวล

"REIC-ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์" ได้จัดทำรายงานผลสำรวจความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยในงานมหกรรมบ้านและคอนโดฯ ครั้งที่ 28 จัดขึ้นโดย 3 สมาคมอสังหาริมทรัพย์ ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เมื่อเดือนพฤษภาคม 2556 ที่ผ่านมา

ผลสำรวจจากผู้ตอบแบบสอบถาม กว่า 10,000 ราย ปรากฏว่าความต้องการซื้อ "บ้านเดี่ยว" พลิกกลับมาแซง "คอนโดฯ" อีกครั้ง

โดยผู้ตอบแบบสอบถามหัวข้อ "ความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยในอนาคต" ปรากฏว่าต้องการซื้อ "บ้านเดี่ยว" สูงที่สุด 38% แซง "คอนโดฯ" ที่มีความต้องการ 37% อันดับ 3 คือ "ทาวน์เฮาส์" มีสัดส่วน 17% "บ้านแฝด" 2% "อาคารพาณิชย์" 4% และ "ซื้อที่ดินเปล่า" 2% โดยความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยราคา ไม่เกิน 1-3 ล้านบาท ยังคงมีสัดส่วนความต้องการสูงสุดอยู่ที่ 67%

อย่างไรก็ตาม เมื่อเปรียบเทียบผลสำรวจจากงานมหกรรมบ้านและคอนโด ครั้งที่ 27 ที่จัดขึ้นเมื่อปลายปี 2555 เห็นการเปลี่ยนแปลงชัดเจน ขณะนั้นความต้องการ ซื้อ "คอนโดฯ" เคยมาเป็นอันดับหนึ่ง คือ 41%

ยังมีสิ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับ "ทำเลที่ต้องการซื้อที่อยู่อาศัยในอนาคต" ปรากฏว่าที่อยู่อาศัยใกล้แนวรถไฟฟ้ามาเป็นอันดับหนึ่ง มีสัดส่วนอยู่ที่ 53%  รองลงมาคือใกล้ที่ทำงาน อยู่ที่ 26% ใกล้ห้างสรรพสินค้า อยู่ที่ 9% ใกล้สถานศึกษา อยู่ที่ 4% และอื่น ๆ 7%
ทั้งนี้ ในเขตกรุงเทพฯที่มีผู้ตอบแบบสอบถามต้องการซื้อที่อยู่อาศัยสูงสุดเรียงตามลำดับ คือเขตบางนา ลาดพร้าว จตุจักร ห้วยขวาง พระโขนง พญาไท ธนบุรี สาทร และคลองเตย

ที่มา: หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ

วันพุธที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ปั่นราคาที่ดินแพงทุกจังหวัดเหลื่อมล้ำ'รวย-จน'จ่อปะทุ...!

ในช่วง 1-2 ปีนี้ ที่ดินทั่วฟ้าเมืองไทยทั้งที่มีเอกสารสิทธิถูกต้อง หรือไม่ถูกต้อง ราคาพุ่งขึ้นยกแผง 30-100% บางพื้นที่แตะไร่ละ 100-160 ล้านบาท โดยเฉพาะในโซนเมืองชายทะเลและ หัวเมืองเศรษฐกิจสำคัญ

พื้นที่ฮอตฮิตก็คือ ที่ดินเมืองชายทะเลพัทยา ชะอำ หัวหิน ภูเก็ต พังงา กระบี่ เกาะสมุย ไล่ระดับราคาตั้งแต่ 30-120 ล้านบาท ส่วนราคาที่ดินที่บอกขายสูงสุดอยู่ที่หาดใหญ่ไร่ละ 160 ล้านบาท

ปัจจุบันราคาที่ดินเมืองชายทะเลก็ยังคงขยับสูงขึ้น คู่ขนานไปกับกระแสการ ท่องเที่ยวเติบโต อีกทั้งได้แรงหนุนจาก กลุ่มทุนไทยและทุนต่างชาติที่แห่เข้ามา ลงทุนอสังหาริมทรัพย์ในเมืองท่องเที่ยวเหล่านี้

ส่วนราคาที่ดินในหัวเมืองใหญ่ก็เพิ่มขึ้นรายวันกันเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นเชียงใหม่ พิษณุโลก ขอนแก่น อุดรธานี นครราชสีมา หนองคาย ชลบุรี ระยอง สมุทรสาคร เพชรบุรี เป็นต้น โดยมีแรงกระตุ้นมาจากโครงการลงทุนเมกะโปรเจ็กต์ของรัฐบาล ที่กำลังจะเกิดขึ้นหลายโครงการ โดยเฉพาะโครงการรถไฟความเร็วสูง (ไฮสปีดเทรน) รถไฟทางคู่ ถนนมอเตอร์เวย์

รวมถึงกระแสการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ภาคค้าปลีกปูพรมขยายสาขาในต่างจังหวัด และการลงทุนด้านราคาจูงใจ แม้แต่ที่ดินที่มีเพียงใบ ภ.บ.ท.5 ราคาปรับขึ้นจากไร่ละ 1-2 หมื่นบาท เป็นหลายแสนบาท และสูงสุดอยู่ที่ 4-5 ล้านบาท/ไร่ โดยเฉพาะที่ดินใน เส้นทางที่แนวถนนมอเตอร์เวย์สายกาญจนบุรี- พุน้ำร้อนจะตัดผ่านได้ถูกกว้านซื้อไปเกือบหมดแล้ว

ก่อนหน้านี้ ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ระบุว่า ปีที่ผ่านมาราคาที่ดินปรับสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ตั้งแต่ 30-100% พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าราคาที่ดินขยับขึ้นเร็วและร้อนแรง เกินไปที่พักอาศัย โรงแรม รีสอร์ตในจังหวัดต่าง ๆ เพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ จังหวัดหัวเมืองรองที่เป็นเมืองเศรษฐกิจชายแดน มีด่านการค้าเป็นประตูเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน ราคาที่ดินก็พุ่งขึ้นหลายเท่าตัว แม้ว่าที่ดินในบางพื้นที่จะไม่มีเอกสารสิทธิก็ตาม เช่น ที่ดินในอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ซึ่งเป็นพื้นที่นำร่องเขตเศรษฐกิจพิเศษ ชายแดน และพื้นที่ 3 อำเภอชายแดนของจังหวัดเชียงราย (แม่สาย เชียงของ เชียงแสน) เชื่อมโยงกับเมียนมาร์ สปป.ลาว และจีนตอนใต้

ส่วนที่ดินในจังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งเป็นจุดเชื่อมโยงไปสู่ทวายโปรเจ็กต์ในประเทศเมียนมาร์ หลังจากเปิดตัวโครงการทวาย ส่งผลให้ราคาที่ดินในจังหวัดกาญจนบุรีพุ่งสูงขึ้นหลายเท่าตัว ส่วนหนึ่งเป็นการกว้านซื้อเพื่อเก็งกำไรและซื้อเพื่อการลงทุนในอนาคต ขณะที่ชาวบ้านก็แห่ขายที่ดินเพราะ

วันนี้อาจกล่าวได้ว่าการปั่นราคาที่ดิน จนสูงเกินมูลค่าที่แท้จริงกำลังส่งผล กระทบเป็นโดมิโน นับตั้งแต่กลุ่มผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ที่ไม่ใช่ยักษ์ใหญ่ก็เริ่มโอดโอย เพราะต้นทุนที่ดินทะลุเพดานไปหมดแล้ว

ขณะที่บิ๊กแบรนด์บางรายก็ออกมา ฟันธงว่า ราคาที่ดินที่เพิ่มสูงขึ้นอย่าง รวดเร็วทำให้ต้นทุนที่ดินสูงมาก จากนี้ไปปัญหาของวงการอสังหาริมทรัพย์ก็คือ ราคาที่ดิน เพราะจะหาซื้อที่ดินราคา เหมาะสมเพื่อทำโครงการใหม่ได้ยากขึ้น รวมทั้งจะทำให้ภาพรวมตลาดชะลอตัว

ทว่าในท้ายที่สุดแล้ว ผู้ที่แบกรับ ผลกระทบเต็ม ๆ ก็คือประชาชน เพราะไม่สามารถที่จะหาซื้อบ้านพักอาศัยได้ หากราคาบ้านหรือคอนโดมิเนียมสูงเกินกำลังซื้อ

ส่วนอีกเซ็กเตอร์หนึ่งที่ได้รับผลกระทบไปด้วยก็คือ ราคาที่ดินทำการเกษตรขยับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากยางพารา ปาล์มน้ำมัน อ้อย ข้าว และ มันสำปะหลังราคาดี จึงทำให้ราคาที่ดินปรับขึ้นประมาณ 20-30%

ฉะนั้น ที่ดินผืนงามจึงตกไปอยู่ใน มือของผู้มีสายป่านยาว หรือกลุ่มผู้ล่วงรู้ข้อมูลวงในว่าจะมีโครงการภาครัฐลงไปในพื้นที่ก็จะกว้านซื้อตุนไว้ล่วงหน้าเพื่อเก็งกำไร

ราคาที่ดินที่ปรับขึ้นเร็วและสูงมากเช่นนี้ ทำให้ประชาชนตาดำ ๆ ทั่วไปไม่สามารถที่จะหาซื้อที่ดินมาเป็นทรัพย์สินของตัวเองได้ ส่วนหนึ่งยอมเสี่ยงเข้าไปบุกรุกป่า สำหรับคนที่มีที่ดินอยู่ในมือก็ทยอยขายให้กลุ่มนายทุน

วันนี้ความมั่งคั่งในการครอบครองที่ดินจึงยังคงกระจุกตัวอยู่เฉพาะในกลุ่มคนส่วนบน ตราบใดที่ประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายที่จะมาจัดระเบียบการถือครองที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง

ความเหลื่อมล้ำในสังคมระหว่าง "คนรวยคนจน" จะยิ่งห่างออกไปอีก ความขัดแย้งแย่งชิงทรัพยากรธรรมชาติรอวันปะทุ

ที่มา: หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ

ความต้องการซื้อ'บ้านเดี่ยว'แซงหน้า'คอนโดฯ'

หลังเกิดเหตุการณ์มหาอุทกภัยครั้งใหญ่เมื่อปลายปี 2554 ส่งผลให้กำลังซื้อบ้านในช่วง 2 ไตรมาสแรกปี 2555 วูบหายไปกับกระแสน้ำที่คุกคามมายังพื้นที่ไข่แดงอย่างกรุงเทพมหานคร

ขณะที่ความต้องการซื้อคอนโดมิเนียมดีดตัวเพิ่มขึ้นทันที เพราะทุกคนหันมาซื้อเป็นบ้านหลังที่ 2 แม้ว่าก่อนหน้านั้นมีกระแสข่าวการเกิดฟองสบู่ในตลาด คอนโดฯออกมาบ้าง

อย่างไรก็ตาม หลังจากวันเวลาพิสูจน์แล้วว่าปี 2555 ไม่มีน้ำท่วมซ้ำ ทำให้คนที่คิดจะซื้อบ้านเริ่มคลายกังวล

"REIC-ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์" ได้จัดทำรายงานผลสำรวจความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยในงานมหกรรมบ้านและคอนโดฯ ครั้งที่ 28 จัดขึ้นโดย 3 สมาคมอสังหาริมทรัพย์ ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เมื่อเดือนพฤษภาคม 2556 ที่ผ่านมา

ผลสำรวจจากผู้ตอบแบบสอบถาม กว่า 10,000 ราย ปรากฏว่าความต้องการซื้อ "บ้านเดี่ยว" พลิกกลับมาแซง "คอนโดฯ" อีกครั้ง

โดยผู้ตอบแบบสอบถามหัวข้อ "ความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยในอนาคต" ปรากฏว่าต้องการซื้อ "บ้านเดี่ยว" สูงที่สุด 38% แซง "คอนโดฯ" ที่มีความต้องการ 37% อันดับ 3 คือ "ทาวน์เฮาส์" มีสัดส่วน 17% "บ้านแฝด" 2% "อาคารพาณิชย์" 4% และ "ซื้อที่ดินเปล่า" 2% โดยความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยราคา ไม่เกิน 1-3 ล้านบาท ยังคงมีสัดส่วนความต้องการสูงสุดอยู่ที่ 67%

อย่างไรก็ตาม เมื่อเปรียบเทียบผลสำรวจจากงานมหกรรมบ้านและคอนโด ครั้งที่ 27 ที่จัดขึ้นเมื่อปลายปี 2555 เห็นการเปลี่ยนแปลงชัดเจน ขณะนั้นความต้องการ ซื้อ "คอนโดฯ" เคยมาเป็นอันดับหนึ่ง คือ 41%

ยังมีสิ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับ "ทำเลที่ต้องการซื้อที่อยู่อาศัยในอนาคต" ปรากฏว่าที่อยู่อาศัยใกล้แนวรถไฟฟ้ามาเป็นอันดับหนึ่ง มีสัดส่วนอยู่ที่ 53%  รองลงมาคือใกล้ที่ทำงาน อยู่ที่ 26% ใกล้ห้างสรรพสินค้า อยู่ที่ 9% ใกล้สถานศึกษา อยู่ที่ 4% และอื่น ๆ 7%
ทั้งนี้ ในเขตกรุงเทพฯที่มีผู้ตอบแบบสอบถามต้องการซื้อที่อยู่อาศัยสูงสุดเรียงตามลำดับ คือเขตบางนา ลาดพร้าว จตุจักร ห้วยขวาง พระโขนง พญาไท ธนบุรี สาทร และคลองเตย

ที่มา: หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ

วันอาทิตย์ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

รถไฟฟ้าสายใหม่จ่ออีสาน ( 11 กรกฎาคม 2556 )




นางสร้อยทิพย์ ไตรสุทธิ์ รองปลัดกระทรวงคมนาคม ในฐานะประธานคณะกรรมการรถไฟแห่งประเทศไทย หรือ รฟท. เปิดเผยภายหลังเป็นประธานลงนามในสัญญาว่าจ้างกลุ้มบริษัท เอ็ม เอ เอ คอลซัลแตนท์ จำกัด เข้ามาดำเนินการในการสำรวจออกแบบรายละเอียดทางวิศวกรรม และจัดทำวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม โครงการก่อสร้างทางคู่ รถไฟสายบ้านไผ่-มหาสารคาม-ร้อยเอ็ด-มุกดาหาร-นครพนม ระยะทางกว่า 368 กม. ว่าโครงการดังกล่าวนั้น คาดว่าจะศึกษาแล้วเสร็จในเวลา 15 เดือน และภายในต้นปี 2558จะสามารถเปิดประกวดราคาและเริ่มก่อสร้างได้ และจะแล้วเสร็จใช้งานได้ประมาณปี 2561

อย่างไรก็ตาม โครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่เส้นทางดังกล่าวถือเป็นเส้นทางที่ 2 ในโครงการเงินกู้ 2 ล้านล้านที่มีความคืบหน้าในการดำเนินต่อจากเส้นทางรถไฟทางคู่ เส้นเด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ ที่ขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมและจะเสนออนุมัติ ครม. ปลายปี 2556 และจะมีการเปิดประมูลก่อสร้างภายในต้นปี 2557 โดยการศึกษาออกแบบครั้งนี้ทาง รฟท.ได้ให้กลุ่มบริษัทที่ปรึกษาดังกล่าวเพิ่มเส้นทางรถไฟก้างปลา บ้านไผ่-นครพนม ไปยังจังหวัด ยโสธรเพิ่มเติมด้วย เพื่อในอนาคตเส้นทางรถไฟก้างปลาจะใช้เป็นเส้นทางรถในชุมชน เชื่อมเส้นทางรถไฟทางคู่ในอนาคต

รถไฟสายนี้จะเป็นรถไฟทางคู่สายใหม่ ที่ไม่ได้ก่อสร้างตามแนวเส้นทางเดิม สามารถวิ่งได้ความเร็วสูงสุด 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จึงสามารถอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนและการขนส่งสินค้าในพื้นที่ภาคอีสานได้เป็นอย่างดี และถือเป็นรถไฟเส้นทางประวัติศาสตร์สายที่ 2 ของ รฟท.ที่จะสามารถก่อสร้างได้ หลังจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติโครงการไว้ตั้งแต่ปี 2537 โดยสายแรกที่จะดำเนินการได้ก่อน คือ รถไฟสายเด่นชัย-เชียงราย ที่ได้ผลักดันมาเมื่อ 50 ปีที่แล้ว


ที่มา: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์


วันเสาร์ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

บางนา โตรับ ผังเมืองใหม่รายใหญ่-รายเล็ก ร่วมแจมปักหมุด ( 17 มิถุนายน 2556 )


"การเติบโตของกรุงเทพฯ อีก 5 ปีข้างหน้าจะมีการขยายตัวไปทางทิศตะวันออกมากกว่าทิศตะวันตก เพราะสนามบินสุวรรณภูมิอยู่ทางตะวันออก ขณะที่ จ.ฉะเชิงเทรา ระยอง และชลบุรี มีการเติบโตทางเศรษฐกิจสูง กรุงเทพฯ ตะวันออกจะเชื่อมต่อการเติบโตกับจังหวัดเหล่านี้"  เกรียงพล พัฒนรัฐ ผู้อำนวยการสำนักผังเมือง กทม. ให้ข้อมูล ภายหลังที่กรุงเทพฯ ได้ประกาศใช้ "ผังเมืองใหม่" ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 3 ของกรุงเทพมหานคร อย่างเป็นทางการเมื่อกลางเดือนที่แล้ว อันที่จริง "บางนา" ตั้งแต่สี่แยกบางนาไปจนถึงหลักกิโลเมตรที่ 10 ค่อยๆ เปลี่ยนโฉมหน้าจากพื้นที่ "ชายขอบรอบนอกเมือง" มาสู่ความเป็นเมืองมาเรื่อยๆ นับตั้งแต่มีการสร้างส่วนต่อขยายรถไฟฟ้าบีทีเอสอ่อนนุช-แบริ่ง โดยเฉพาะในช่วงหลังจากรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายเปิดใช้แล้ว ก็ยิ่งได้เห็นคอนโดมิเนียมพาเหรดเปิดโครงการกันมากขึ้น  ศักยภาพของย่านบางนา มาจากการเป็นต้นทางของถนนสายหลักที่วิ่งออกสู่ท่าเรือน้ำลึกในภาคตะวันออก และเป็นเส้นทางสู่สนามบินแห่งชาติสุวรรณภูมิ อีกทั้งการเติบโตของผู้คนจากจังหวัดในภาคตะวันออก ทั้งชลบุรี ระยอง รวมถึงการเติบโตของนิคมอุตสาหกรรม และการมีแหล่งโรงเรียนและมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงหลายแห่ง เหตุปัจจัยเหล่านี้ปรุงแต่งให้เกิดความต้องการด้านที่อยู่อาศัยในย่านบางนาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่จุดเปลี่ยนสำคัญของย่านบางนาคือ การขยายระบบรถไฟฟ้าบีทีเอส บวกกับการเปิดตัวของศูนย์การค้าขนาดใหญ่ในย่านนี้ อาทิ เซ็นทรัล บางนาเมกาบางนา และอิเกีย เป็นต้น ที่ทำให้ย่านบางนา "ฮอต" จนกลายเป็นสมรภูมิค้าปลีกและโครงการที่อยู่อาศัย ขณะที่ร่างผังเมืองใหม่ก็เพิ่มความร้อนให้ทำเลยิ่งขึ้น ด้วยการกำหนดให้โซนนี้เป็นพื้นที่ศูนย์พาณิชยกรรมสำคัญของกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก   มีการคาดการณ์ว่าในอีก 2 ปีข้างหน้าจะมีห้องชุดสร้างเสร็จพร้อมโอนกว่า 15,000 ยูนิต

นอกจากนี้ ยังมีทาวน์โฮม บ้านเดี่ยว และโฮมออฟฟิศ เกิดขึ้นรอบพื้นที่บางนา ขณะที่ราคาที่ดินโซนบางนาปรับขึ้นต่อเนื่องปีละ 5-10% และนับตั้งแต่มีสนามบินสุวรรณภูมิ ราคาที่ดินย่านนี้เพิ่มขึ้น 30-52% โดยราคาล่าสุดอยู่ที่ 1.2-1.5 แสนบาทต่อตร.ว. ความ "ร้อนแรง" ของย่านบางนาดึงดูดผู้ประกอบการขนาดกลางและผู้เล่นรายใหญ่ให้ทยอยเข้ามาอย่างมากในช่วง 1-2 ปีมานี้ แต่ก่อนหน้านั้นกว่า 5 ปี "ศุภาลัย" ได้เข้ามาบุกเบิกย่านนี้โดยส่งมาชิมลางถึง 2 โครงการ ได้แก่ "ศุภาลัย ปาร์ค ศรีนครินทร์" เป็นโครงการคอนโดริมถนนศรีนครินทร์ ราคาอยู่ 1 ล้านต้นๆ และ "ศุภาลัย วิลล์ สุขุมวิท-ศรีนครินทร์" เป็นโครงการที่มีทั้งทาวน์เฮาส์ บ้านเดี่ยว และบ้านแฝด ราคาเริ่มต้น 2 ล้านบาท ประมาณ 3 ปีที่แล้ว ศุภาลัยได้เปิดตัวคอนโดฯ "ซิตี้โฮม ศรีนครินทร์" สนนราคายูนิตละกว่า 9 แสนบาท จนวันนี้ ศุภาลัยยังคงเดินหน้าลุยโซนกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออกต่อ ด้วยโครงการ "ศุภาลัย วิลล์ อ่อนนุช-สวนหลวง" ซึ่งเปิดตัวไปเมื่อเดือนมีนาคม ที่ผ่านมา  ปัจจุบัน ผู้ประกอบการรายใหญ่หลายรายก็ได้นำแบรนด์ของตนมาปรากฏโฉมกันอย่างถ้วนหน้า อาทิ แสนสิริ ได้นำบ้านบุราลัดดา และบุรานันทา บ้านภายใต้แบรนด์ "บุราสิริ" มาเปิดตัวในย่านบางนา-ตราด กม.ที่ 10 นอกจากนี้ ยังได้เปิดตัว "ดีคอนโด แคมปัส รีสอร์ท บางนา" อยู่ไม่ไกลจากมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ วิทยาเขตสุวรรณภูมิ ค่ายพฤกษามีแบรนด์บ้าน "พฤกษาปูริ" บนถนนบางนา-ตราด กม.5 ราคาเริ่มต้น 4-5 ล้านบาท ขณะที่แลนด์แอนด์เฮ้าส์ มีโครงการบ้านในโซนรอบบางนา ใกล้กับสนามบินสุวรรณภูมิ และมี ทาวโฮมน์ แบรนด์ "อินดี้" บนถนนบางนา-ตราด กม. 26 เพื่อรองรับความต้องการของนักศึกษา ครูอาจารย์ และเจ้าหน้าที่ของเอแบค บางนา ส่วนอารียาฯ ส่ง "เอ สเปซ มี (A Space ME) แบรนด์คอนโดฯเข้าช่วงชิงพื้นที่ย่านบางนา โดยเลือกทำเลฝั่งตรงข้ามเมกาบางนา ขณะที่เสนาฯ ก็เพิ่งเปิดโครงการ "เดอะนิช โมโน บางนา" บนถนนบางนา-ตราด กม. 4

สำหรับยักษ์ใหญ่ในตลาดคอนโดฯอย่าง LPN ก็ได้เข้ามาลุยเปิดตลาดบางนาตั้งแต่ปีที่แล้ว ด้วยโครงการ "ลุมพินี เมกะซิตี้-บางนา" บนถนนบางนา-ตราด กม.8 ราคาเริ่มต้นยูนิตละ 7 แสนบาทขึ้นไป เฉพาะโครงการนี้ก็มีถึง 4,047 ยูนิต และโครงการ "ลุมพินี วิลล์ สุขุมวิท 109-แบริ่ง" ไม่ไกลจากบางนานัก ราคาเริ่มต้นที่ล้านกว่าบาท ส่วนโครงการ "ลุมพินี วิลล์ ศรีนครินทร์-บางนา" ซึ่งระงับการขายเมื่อปีที่แล้ว เพื่อรอผังเมืองใหม่ คาดว่าจะถูกพัฒนาต่อเร็วๆ นี้ ขณะ "มือใหม่" ในวงการอสังหาฯ แต่เป็น "หน้าเก่า" ในวงการธุรกิจเมืองไทยอย่างตระกูล "จึงรุ่งเรืองกิจ" ก็ได้กระโดดเข้ามาลงทุนพัฒนาที่อยู่อาศัยในย่านบางนา โดยใช้บริษัท "เรียลแอสเสท ดีเวลลอปเม้นท์" เปิดตัวโครงการทาวน์โฮม 4 ชั้น แบรนด์ "เอ็นเตอร์ไพรส์ ปาร์ค" ตั้งอยู่บนถนนบางนา-ตราด กม.5 ราคาเริ่มต้นกว่า 7.5 ล้านบาท เมื่อปีที่แล้ว หลังจากปิดการขายโครงการแรกได้ในเวลาเพียง 1 ปี กลุ่มไทยซัมมิทจึงได้เปิดตัวโครงการใหม่ชื่อว่า "เพล็กซ์ บางนา ทาวน์โฮม พรีเมียม" บนถนนบางนา-ตราด กม.5 ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 5 ล้านบาทขึ้นไป เมื่อไม่นานมานี้ สำหรับโครงการล่าสุด "MeStyle @Sukhumvit-Bangna" เป็นการลงทุนของบริษัท มีสไตล์ แลนด์ ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ร่วมทุนจากโครงการ "ทรู ทองหล่อ" คอนโดฯบนถนนเพชรบุรีตัดใหม่ โดย "มีสไตล์ฯ" เป็นคอนโดฯสูง 8 ชั้น จำนวน 566 ยูนิต บนพื้นที่ 4 ไร่ รวมมูลค่าโครงการ 1,200 ล้านบาท ราคาขายเริ่มต้นยูนิตละ 1.49 ล้านบาท  แม้จะเป็นผู้พัฒนาอสังหาฯ รายเล็ก และมาทีหลัง แต่ "สมบัติ แสงรัฐกาญจนสิน" กรรมการผู้จัดการ "มีสไตล์ แลนด์" กลับมั่นใจว่าโครงการนี้จะทำยอดขายได้ถึง 90% ในเวลาไม่เกิน 6 เดือน โดยหลังจากพรีเซลมาแล้ว 2 เดือน ขายไปได้แล้วถึง 50% ทั้งนี้ เขาระบุว่า เป็นเพราะจุดขายที่แข็งแรงคือ ทำเล

โครงการมีสไตล์ฯ ตั้งอยู่บนถนนบางนา-ตราด กม. 3 ในซอยบางนา-ตราด 23 อยู่ด้านหลังห้างเซ็นทรัลบางนา ห่างเพียง 100 เมตร สามารถเข้าออกได้ทั้งถนนบางนาตราด ถนนศรีนครินทร์ และซอยอุดมสุข (สุขุมวิท 103) โดยมีโครงการ "ไอดีโอ" ของกลุ่มอนันดา และ "เดอะ คีย์ (The  Key)" ของแลนด์แอนด์เฮ้าส์ รวมถึง "เดอะ ซีรี่ส์ (The Series)" ของบริษัท บี ที วาย ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด เป็นเพื่อนบ้านทำเลใกล้กัน ศุภชัย แจ่มมโนวงศ์ กรรมการบริหาร บริษัท เซ็นจูรี่ 21 เรียลตี้ แอฟฟิลิเอทส์ (ประเทศไทย) จำกัด ในฐานะที่ปรึกษาและบริหารงานขายให้โครงการมีสไตล์ฯ ระบุว่า กลุ่มเป้าหมายประกอบด้วย กลุ่มผู้อยู่อาศัยและคนทำงานในรัศมี 5 กม. จากเซ็นทรัล ที่ต้องการเปลี่ยนจากบ้านหรือจากอพาร์ตเมนต์มาอยู่คอนโดฯ และกลุ่ม ผู้อาศัยหรือคนทำงานในภาคตะวันออก ที่ต้องการมีบ้านหลังที่สองในกรุงเทพฯ หรือซื้อไว้ให้ลูกหลานที่เข้ามาเรียนในกรุงเทพฯ

           อย่างไรก็ดี แม้ "มีสไตล์ แลนด์" จะเป็นผู้เล่นรายเล็กในวงการอสังหาฯ แต่สมบัติก็ไม่ใช่ผู้เล่นหน้าใหม่เสียทีเดียว เขาเข้าสู่ธุรกิจอสังหาฯ ตั้งแต่ปี 2538 โดยเริ่มจากการพัฒนาโครงการ "รัชดา ซิตี้ คอนโด" จากนั้นก็ร่วมทุนพัฒนาโครงการ "ยูสเตชั่น สาทร-บางรัก" โครงการที่สร้างชื่ออย่างมากคือ "ทรู ทองหล่อ"   ก่อนหน้านี้ 3 ปี สมบัติได้ทำโรงแรมและเซอร์วิส อพาร์ตเมนต์ ภายใต้ชื่อ "MeStyle  Place" ย่านห้วยขวาง ซึ่งจุดประกายให้เขาเริ่มสร้างคอนโดฯสีสันสดใสคล้ายโรงแรม เมื่อปีที่แล้ว ชื่อโครงการว่า "ซี สไตล์" และ "จี สไตล์" อยู่ในย่านเดียวกัน ก่อนจะกระโดดมาชิมลางพื้นที่นอกเมืองด้วยโครงการมีสไตล์ฯ บางนา โดยบริษัทมีแผนลงทุนต่อเนื่องในย่านนี้ โดยจะมีการพัฒนาโครงการ Mixed  Used บริเวณ สี่แยกสำโรง ขึ้นในอนาคต  เชื่อกันว่า การเปิดตัวของเดอะมอลล์ บางนา ซึ่งคาดว่าน่าจะอยู่ใกล้กับสี่แยกบางนา และแผนการขยายรถไฟฟ้าบีทีเอสไปถึงสำโรง บวกกับหากระบบรถไฟรางคู่ขนาดเบา (Light  Rail) เชื่อมต่อรถไฟฟ้าบีทีเอสบางนาเข้าสู่สุวรรณภูมิ และระบบรถไฟเชื่อมต่อสุวรรณภูมิ (Airport  Rail  Link)ในส่วนที่จะขยายถึงแหลมฉบัง หรือโครงการรถไฟความเร็วสูง สุวรรณภูมิ-แหลมฉบัง เกิดขึ้นได้จริง สิ่งเหล่านี้ก็จะ ขับเคลื่อนดีกรีความ "ฮอต" ของทำเลบางนาพุ่งขึ้นไปกว่านี้ 

ทั้งนี้ ศุภชัยเชื่อว่า แม้จะมีโครงการที่อยู่อาศัยเกิดขึ้นมากมายในย่านบางนา แต่จะยังไม่เกิดอุปสงค์ล้นตลาด (over supplied) ในเร็ววัน เนื่องจากทำเลนี้ยังมีพื้นที่ให้ก่อสร้างได้อีกเยอะ ทั้งในแง่ของการพาณิชย์และที่อยู่อาศัย แต่อีก 2 ปีข้างหน้าอาจจะเกิดภาวะล้นตลาดได้ ส่วนย่านที่มองว่า โอเวอร์ซัปพลายไปแล้วคือ "อ่อนนุช" เนื่องจากยอดขายที่เริ่มชะลอตัวช้าลงไปอย่างมาก
        อย่างไรก็ดี ผลการสำรวจล่าสุดของศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ พบว่าคอนโดฯเหลือขายโดยเฉพาะราคาต่ำกว่า 2 ล้านบาท ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล มีสูงถึง 4.07 หมื่นยูนิต จากที่สร้างทั้งหมด 1.42 แสนยูนิตใน 324 โครงการ โดยเขตห้วยขวางมีคอนโดฯเหลือขายมากที่สุดถึง 4,475 ยูนิต จากทั้งหมด 13,578 ยูนิต ตามมาด้วยเขตบางนา เหลือขาย 3,140 หน่วย จากจำนวน 9,536 หน่วย "อสังหาฯ ยังไม่โอเวอร์ซัพพลาย แต่ยอมรับว่ามีซัพพลายเกินความต้องการอยู่ระดับหนึ่ง ซึ่งทำให้อัตราการขายต่อเดือนลดลง" นี่คือเสียงสะท้อนจากผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาฯ ธอส. เตือนผู้ประกอบการ โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายเล็กและนักลงทุน ให้เผื่อใจและเฝ้าระวังกันไว้บ้าง อย่าเพลินไปกับกระแส "ความฮอต" เพราะความร้อนนี้อาจทำให้เจ็บตัวได้...

"ความ "ร้อนแรง"ของย่านบางนาดึงดูดผู้ประกอบการขนาดกลางและผู้เล่นรายใหญ่ให้ทยอยเข้ามาอย่างมากในช่วง 1-2 ปีมานี้"

ที่มา: หนังสือพิมพ์ASTVผู้จัดการรายวัน