ในช่วง 1-2 ปีนี้ ที่ดินทั่วฟ้าเมืองไทยทั้งที่มีเอกสารสิทธิถูกต้อง หรือไม่ถูกต้อง ราคาพุ่งขึ้นยกแผง 30-100% บางพื้นที่แตะไร่ละ 100-160 ล้านบาท โดยเฉพาะในโซนเมืองชายทะเลและ หัวเมืองเศรษฐกิจสำคัญ
พื้นที่ฮอตฮิตก็คือ ที่ดินเมืองชายทะเลพัทยา ชะอำ หัวหิน ภูเก็ต พังงา กระบี่ เกาะสมุย ไล่ระดับราคาตั้งแต่ 30-120 ล้านบาท ส่วนราคาที่ดินที่บอกขายสูงสุดอยู่ที่หาดใหญ่ไร่ละ 160 ล้านบาท
ปัจจุบันราคาที่ดินเมืองชายทะเลก็ยังคงขยับสูงขึ้น คู่ขนานไปกับกระแสการ ท่องเที่ยวเติบโต อีกทั้งได้แรงหนุนจาก กลุ่มทุนไทยและทุนต่างชาติที่แห่เข้ามา ลงทุนอสังหาริมทรัพย์ในเมืองท่องเที่ยวเหล่านี้
ส่วนราคาที่ดินในหัวเมืองใหญ่ก็เพิ่มขึ้นรายวันกันเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นเชียงใหม่ พิษณุโลก ขอนแก่น อุดรธานี นครราชสีมา หนองคาย ชลบุรี ระยอง สมุทรสาคร เพชรบุรี เป็นต้น โดยมีแรงกระตุ้นมาจากโครงการลงทุนเมกะโปรเจ็กต์ของรัฐบาล ที่กำลังจะเกิดขึ้นหลายโครงการ โดยเฉพาะโครงการรถไฟความเร็วสูง (ไฮสปีดเทรน) รถไฟทางคู่ ถนนมอเตอร์เวย์
รวมถึงกระแสการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ภาคค้าปลีกปูพรมขยายสาขาในต่างจังหวัด และการลงทุนด้านราคาจูงใจ แม้แต่ที่ดินที่มีเพียงใบ ภ.บ.ท.5 ราคาปรับขึ้นจากไร่ละ 1-2 หมื่นบาท เป็นหลายแสนบาท และสูงสุดอยู่ที่ 4-5 ล้านบาท/ไร่ โดยเฉพาะที่ดินใน เส้นทางที่แนวถนนมอเตอร์เวย์สายกาญจนบุรี- พุน้ำร้อนจะตัดผ่านได้ถูกกว้านซื้อไปเกือบหมดแล้ว
ก่อนหน้านี้ ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ระบุว่า ปีที่ผ่านมาราคาที่ดินปรับสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ตั้งแต่ 30-100% พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าราคาที่ดินขยับขึ้นเร็วและร้อนแรง เกินไปที่พักอาศัย โรงแรม รีสอร์ตในจังหวัดต่าง ๆ เพิ่มขึ้น
นอกจากนี้ จังหวัดหัวเมืองรองที่เป็นเมืองเศรษฐกิจชายแดน มีด่านการค้าเป็นประตูเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน ราคาที่ดินก็พุ่งขึ้นหลายเท่าตัว แม้ว่าที่ดินในบางพื้นที่จะไม่มีเอกสารสิทธิก็ตาม เช่น ที่ดินในอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ซึ่งเป็นพื้นที่นำร่องเขตเศรษฐกิจพิเศษ ชายแดน และพื้นที่ 3 อำเภอชายแดนของจังหวัดเชียงราย (แม่สาย เชียงของ เชียงแสน) เชื่อมโยงกับเมียนมาร์ สปป.ลาว และจีนตอนใต้
ส่วนที่ดินในจังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งเป็นจุดเชื่อมโยงไปสู่ทวายโปรเจ็กต์ในประเทศเมียนมาร์ หลังจากเปิดตัวโครงการทวาย ส่งผลให้ราคาที่ดินในจังหวัดกาญจนบุรีพุ่งสูงขึ้นหลายเท่าตัว ส่วนหนึ่งเป็นการกว้านซื้อเพื่อเก็งกำไรและซื้อเพื่อการลงทุนในอนาคต ขณะที่ชาวบ้านก็แห่ขายที่ดินเพราะ
วันนี้อาจกล่าวได้ว่าการปั่นราคาที่ดิน จนสูงเกินมูลค่าที่แท้จริงกำลังส่งผล กระทบเป็นโดมิโน นับตั้งแต่กลุ่มผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ที่ไม่ใช่ยักษ์ใหญ่ก็เริ่มโอดโอย เพราะต้นทุนที่ดินทะลุเพดานไปหมดแล้ว
ขณะที่บิ๊กแบรนด์บางรายก็ออกมา ฟันธงว่า ราคาที่ดินที่เพิ่มสูงขึ้นอย่าง รวดเร็วทำให้ต้นทุนที่ดินสูงมาก จากนี้ไปปัญหาของวงการอสังหาริมทรัพย์ก็คือ ราคาที่ดิน เพราะจะหาซื้อที่ดินราคา เหมาะสมเพื่อทำโครงการใหม่ได้ยากขึ้น รวมทั้งจะทำให้ภาพรวมตลาดชะลอตัว
ทว่าในท้ายที่สุดแล้ว ผู้ที่แบกรับ ผลกระทบเต็ม ๆ ก็คือประชาชน เพราะไม่สามารถที่จะหาซื้อบ้านพักอาศัยได้ หากราคาบ้านหรือคอนโดมิเนียมสูงเกินกำลังซื้อ
ส่วนอีกเซ็กเตอร์หนึ่งที่ได้รับผลกระทบไปด้วยก็คือ ราคาที่ดินทำการเกษตรขยับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากยางพารา ปาล์มน้ำมัน อ้อย ข้าว และ มันสำปะหลังราคาดี จึงทำให้ราคาที่ดินปรับขึ้นประมาณ 20-30%
ฉะนั้น ที่ดินผืนงามจึงตกไปอยู่ใน มือของผู้มีสายป่านยาว หรือกลุ่มผู้ล่วงรู้ข้อมูลวงในว่าจะมีโครงการภาครัฐลงไปในพื้นที่ก็จะกว้านซื้อตุนไว้ล่วงหน้าเพื่อเก็งกำไร
ราคาที่ดินที่ปรับขึ้นเร็วและสูงมากเช่นนี้ ทำให้ประชาชนตาดำ ๆ ทั่วไปไม่สามารถที่จะหาซื้อที่ดินมาเป็นทรัพย์สินของตัวเองได้ ส่วนหนึ่งยอมเสี่ยงเข้าไปบุกรุกป่า สำหรับคนที่มีที่ดินอยู่ในมือก็ทยอยขายให้กลุ่มนายทุน
วันนี้ความมั่งคั่งในการครอบครองที่ดินจึงยังคงกระจุกตัวอยู่เฉพาะในกลุ่มคนส่วนบน ตราบใดที่ประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายที่จะมาจัดระเบียบการถือครองที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง
ความเหลื่อมล้ำในสังคมระหว่าง "คนรวยคนจน" จะยิ่งห่างออกไปอีก ความขัดแย้งแย่งชิงทรัพยากรธรรมชาติรอวันปะทุ
ที่มา: หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น